วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550

พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย
พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย หรือ The Last Supper ในภาษาอังกฤษ และ Il cenacolo หรือ L'ultima cena ในภาษาอิตาลี เป็นภาพวาดฝาผนัง ที่วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ให้แก่ผู้อุปการะคุณของเขา นั่นคือ ดยุค โลโดวิโค สฟอร์ซา (Lodovico Sforza) ภาพนำเสนอถึงพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ก่อนที่พระองค์จะทรงถูกนำไปตรึงกางเขน ซึ่งได้ข้อมูลมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาพวาดนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากถูกวาดด้วยปูนเปียกติดผนังไว้ ภาพวาดนี้ยังถือว่าเป็นภาพวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ยังคงสภาพให้มองเห็นได้ในปัจจุบัน และยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาจิตรกรรมที่รู้จักกันอยู่ทั่วโลก
ภาพวาดนี้ยังเป็นแกนสำคัญของการเดินเรื่องราวของนวนิยายชื่อดังของโลก ดาวินชี โค้ด ที่มีเนื้อหาระบุว่า เลโอนาร์โด ดา วินชี ได้แฝงปริศนาความลับไว้ในภาพโดยแสดงถึงสาวกหญิงใกล้ชิดผู้หนึ่งซึ่งมีสัมพันธ์กับพระเยซู ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากศาสนาจักรคาทอลิกอย่างรุนแรง

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2550


เอฟ-18 ฮอร์เน็ท (อังกฤษ : F-18 Hornet) เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีสองเครื่องยนต์ซึ่งพัฒนามาจากวายเอฟ-17 สามารถบินขึ้นจากฐานบินบนบกและเรือบรรทุกเครื่องบิน ผลิตโดยบริษัทแมคดอนเนลล์ ดักลาสและนอร์ธรอป ปัจจุบันอยู่ในการผลิตของโบอิง

เอฟ/เอ-18 รุ่นของของเอฟ-18

F/A-18A/B
F/A-18C/D
F/A-18E/F Super Hornet เอฟ-18 ซูเปอร์ฮอร์เน็ท

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550

ลา ลีกา
ทรงเจ็ดหน้า (อังกฤษ: heptahedron, พหูพจน์: -dra) เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกทรงหลายหน้า (polyhedron) ที่มี 7 หน้า ทรงเจ็ดหน้าอาจเป็นรูปทรงที่สมมาตรหรือไม่สมมาตรก็ได้ ตัวอย่างทรงเจ็ดหน้าที่สามารถเป็นไปได้ เช่น

พีระมิดหกเหลี่ยม (hexagonal pyramid)
ปริซึมห้าเหลี่ยม (pentagonal prism)
พีระมิดสามเหลี่ยมอีลองเกต (elongated triangular pyramid)
เททราเฮมิเฮกซาฮีดรอน (tetrahemihexahedron)

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550

พลาสโมเดสมาตา
พลาสโมเดสมาตา เป็นสายใยของไซโทพลาสซึม (cytoplasm) ในเซลล์หนึ่งที่ทะลุผ่านผนังเซลล์เชื่อมต่อกับไซโทพลาสซึมของอีกเซลล์หนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลําเลียงสารระหว่างเซลล์
พลาสโมเดสมาตา

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550


ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งที่เน้นการเรียนและฝึกฝนด้านการต่อสู้และการป้องกันตัว ในปัจจุบันได้มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย ทั้งในเชิงด้านการกีฬา เพื่อฝึกฝนร่างกายให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หรือแม้กระทั่งฝึกฝนจิตใจ ภาพยนตร์หลายหลายเรื่องได้มีการนำศิลปะป้องกันตัวไปใช้ เช่น องค์บาก ที่นำมวยไทยมาใช้เป็นโครงเรื่องหลัก หรือภาพยนตร์จากฮอลลีวูด โดยมีนักแสดงเช่น เฉินหลง บรูซ ลี หลี่ เหลี่ยง เจี๋ย
ศิลปะป้องกันตัวที่เป็นที่เป็นที่นิยมในเมืองไทย ได้แก่ มวยไทย เทควันโด้ ยูโด คาราเต้ กังฟู ศิลปะป้องกันตัวอาจเป็นกลุ่มได้ตามลักษณะการต่อสู้ เช่น
ศิลปะการต่อสู้ปัจจุบันมักถูกแบ่งเป็นสองประเภท 1. ศิลปะการต่อสู้แบบกีฬา นอกจากจะถูกสอนเพื่อการต่อสู้และป้องกันตัวมักถูกลดความรุนแรงลง และ ปรับปรุงเป็นกีฬา มีกติกาเพื่อใช้ในการแข่งขัน เช่น คาราเต้ มวย เทควันโด้ เคนโด้ 2. ศิลปะการต่อสู้ที่ยึดตามแบบแผนเดิม ถูกสอนโดยยึดถือแบบแผนเดิมจากอดีต ไม่มีการแข่งขัน จะถูกสอนเพื่อการต่อสู้และป้องกันตัวเท่านั้น เช่น มวยไทยโบราณ กังฟู ไอคิโด้ นินจุตสุศิลปะการต่อสู้
การฟาด เช่น มวย กังฟู
การเตะ เช่น มวยไทย เทควันโด้
การเหวี่ยงทุ่ม เช่น ยูโด มวยปล้ำ ไอคิโด้
การใช้อาวุธ เช่น เคนโด้ การฟันดาบ
การล็อก เช่น ยิวยิตสุ

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550


พบเนื้อหาที่อาจละเมิดลิขสิทธิ์
http://www.dmc.tv/pages/phramongkolthepmuni/2007-04-20-1.html
แจ้งเมื่อวันที่: 4/8/2550 บทความนี้ได้ถูกขึ้นบัญชีไว้ที่ วิกิพีเดีย:ปัญหาลิขสิทธิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายวิกิพีเดีย กรุณาศึกษาวิธีเขียนงานโดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หากมีข้อสงสัย ถามได้ที่ โต๊ะเลขา
กรุณางดการแก้ไขหน้านี้ และอย่าเอาป้ายนี้ออก
โดยวิธีที่ดีที่สุดนั้นควรทำการเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่ ซึ่งการแก้ไขเล็กๆน้อยๆจากเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้นไม่เพียงพอ กรุณาอย่าส่งข้อความที่เป็นปัญหาซ้ำอีก เพราะมันจะถูกลบออกอีกครั้ง ในกรณีที่คุณเพิ่มข้อความลงในหน้าชั่วคราว โปรดระบุการแก้ไขดังกล่าวที่หน้าอภิปราย
ระบุที่เว็บไซต์ของคุณว่าเนื้อหาอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ GFDL และแจ้งให้เราทราบที่หน้าอภิปรายของบทความนี้
โปรดทราบว่าเนื้อหาที่นำมานั้นต้องมีความเป็นกลาง แม้หากว่าไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่อาจไม่เป็นสารานุกรม หรือไม่เหมาะสมสำหรับวิกิพีเดีย
หากไม่มีบทความในหน้าชั่วคราว หรือไม่มีการชี้แจงในหน้าอภิปราย บทความนี้จะถูกลบหลังจากพ้นกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่แจ้งพระของขวัญวัดปากน้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิกิพีเดียได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อความที่เคยเป็นปัญหา บทความนี้จะถูกแก้กลับคืนเป็นเช่นเดิมก่อนได้รับแจ้งปัญหา
หากต้องการเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่แทนที่เนื้อหาเดิม ให้ใช้หน้าชั่วคราวสำหรับบทความนี้
ถ้าคุณเป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ และต้องการให้วิกิพีเดียใช้ข้อความที่เป็นปัญหานี้ภายใต้สัญญาอนุญาต GFDL กรุณา:
การส่งงานอันมีลิขสิทธิ์เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถือครองลิขสิทธิ์ นอกจากจะละเมิดกฎหมายแล้ว ยังละเมิดนโยบายของเราด้วย
บุคคลที่ละเมิดนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง อาจถูกห้ามมิให้แก้ไขบทความในสารานุกรมเป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ข้อความที่เป็นปัญหานี้จะละเมิดลิขสิทธิ์ก็ตาม เรายังคงยินดีรับงานต้นฉบับทุกชิ้นจากคุณเสมอ
คุณยังคงสามารถอ่านข้อความเดิมที่ถูกส่งเข้ามาได้ที่หน้าประวัติของหน้าบทความนี้

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550


การใช้เหตุผล (reasoning หรือ insight learning) เป็นพฤติกรรมที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้นและจะเกิดมากในคนเรา เนื่องจากคนเรามีสมองและประสาทที่เจริญมากกว่าสัตว์อื่นๆ จึงเกิดการเรียนรู้แบบนี้ได้ดีกว่าสัตว์อื่น การใช้เหตุผลคือการใช้ความสามารถของสัตว์ตอบโต้ต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้นอย่างถุกต้องในครั้งแรก โดยไม่มีการใช้การลองผิดลองถูกแม้ว่าเหตุการณ์ใหม่นี้ต่างไปจาก ประสบการณ์เก่าที่เคยพบมา และสามารถนำผลการเรียนรู้เก่าๆ แบบอื่นมาใช้ในการแก้ปัญหาได้อีกด้วย
การใช้เหตุผล

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

พ.ศ. 1713พ.ศ. 1713
พุทธศักราช 1713 ใกล้เคียงกับ

เมษายน ค.ศ. 1170 - มีนาคม ค.ศ. 1171
มหาศักราช 1092 วันเกิด

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2550

ภาษากลุ่มมอญ-เขมร
ภาษากลุ่มมอญ-เขมร เป็นกลุ่มของภาษาพื้นเมืองในแถบอินโดจีน อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกเช่นเดียวกับภาษากลุ่มมุนดาในอินเดีย การแบ่งกลุ่มย่อยของภาษาในกลุ่มนี้ ตามการแบ่งของ Diffloth ที่เขียนไว้ใน Encyclopedia Britannica เมื่อ พ.ศ. 2517 แบ่งได้ดังนี้

กลุ่มตะวันออก ได้แก่ภาษาเขมรที่ใช้พูดในกัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และภาคใต้ของเวียดนาม ราว 15-22 ล้านคน ภาษากลุ่มเบียริกในภาคใต้ของกัมพูชา ภาษากลุ่มบะห์นาริก ในเวียดนาม กัมพูชาและลาว ภาษากลุ่มกะตูในลาวภาคกลาง ภาษากลุ่มเวียตติกในเวียดนาม (66-73 ล้านคน)
กลุ่มเหนือ ได้แก่ภาษากาสีในรัฐเมฆาลัย อินเดีย ภาษากลุ่มปะหล่องในชายแดนจีน-พม่า และภาคเหนือของไทย ภาษากลุ่มขมุในลาวภาคเหนือ ภาษากลุ่มม้งในเวียดนามและจีน ภาษากลุ่มปยูในจีน
กลุ่มใต้ ได้แก่ภาษากลุ่มมอญในพม่าและไทย ภาษากลุ่มอัสเลียนในภาคใต้ของไทยและมาเลเซีย (มีสามกลุ่มคือ จาฮาอิก ซีนอยติก และ เซเมลาอิก) ภาษากลุ่มนิโคบาร์ในหมู่เกาะนิโคบาร์
กลุ่มที่จำแนกไม่ได้ ได้แก่ภาษากลุ่มบูกัน บูซินชัว เกเมียฮัวและกวนฮัวในจีน

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550


เฟท/สเตย์ ไนท์ หรือ มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ (「フェイト/ステイナイト」 Feito/sutei naito ทับศัพท์จาก Fate/stay night) เป็นเอโรเกะ สร้างโดยไทป์-มูน วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2547 ต่อมา สตูดิโอดีน ได้นำไปทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนฉายทางโทรทัศน์โดย โดยมีเจเนออนเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ ออกอากาศครั้งแรกวันที่ 6 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2549 นอกจากนี้ในปี 2550 ไทป์-มูน ได้นำมหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์มาสร้างใหม่สำหรับเครื่อง เพลย์สเตชัน 2 ภายใต้ชื่อ "เฟท/สเตย์ ไนท์ [เรียลตา นัว]" โดยตัดเนื้่อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้เยาว์ออกทั้งหมด เฟท/สเตย์ ไนท์ ยังถูกตัดแปลงเป็นมังงะ ซึ่งในขณะนี้กำลังตีพิมพ์ลงในนิตยสารโชเน็น เอซ ฉบับรายเดือน

เรื่องย่อ(บทนำ)
เช่นเดียวกันกับ ซึกิฮิเมะ ตัวละครใน เฟท/สเตย์ ไนท์ มีความเกี่ยวข้องกันกับตัวละครในผลงานชิ้นอื่นๆ ของ ไทป์-มูน

ตัวละคร
ชิโร่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่น จริงจัง และซื่อสัตย์ เขาชอบซ่อมแซมสิ่งของและทำงานบ้าน ชิโร่มีพรสวรรค์ในเชิงเวทย์ (「魔術」 majutsu) อยู่บ้าง แต่พ่อบุญธรรมของเขา เอมิยะ คิริซึงุ ซึ่งเป็นจอมเวทย์กลับไม่สนับสนุนให้เขาฝึกฝน ชิโร่เข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่สมัครใจ และมีความตั้งใจจะปกป้องผู้บริสุทธิ์ทุกคน จนกระทั่งยอมเอาัตัวเข้ัารับการโจมตีแทนผู้อื่น แม้กระทั่งเซเบอร์ ข้ารับใช้ของเขาเอง
ข้ารับใช้ประเภทนักดาบของชิโร่ เธอนิสัยสุขุม กิริยาเย็นชา แต่จงรักภักดีต่อนาย เนื่องจากชิโร่มีพลังเวทย์เพียงเล็กน้อย เซเบอร์จึงพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อใช้พลังเวทย์ของชิโร่อันเป็นปัจจัยช่วให้เธอคงสภาพอยู่ในโลกมนุษย์ให้นานที่สุด นอกจากนี้เธอยังหาพลังเวทย์เพิ่มเติมด้วยการกินอาหารจำนวนมากๆ เซเบอร์ลำบากใจกับพฤติกรรมชอบเสี่ยงเพื่อปกป้องผู้อื่นของชิโร่ โดยเธอเชื่อว่านิสัยนี้จะนำอันตรายและความพ่ายแพ้มาสู้ชิโร่ในที่สุด
นักเรียนดีเด่นและดาวประจำโรงเรียนที่ชิโร่ศึกษาอยู่ เบื้องหลังเป็นหนึ่งในจอมเวทย์ที่เข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 รินเกิดในตระกูลจอมเวทย์ติดตัว และมีเชี่ยวชาญเชิงเวทย์เป็นอย่างมาก บิดาของเธอเสียชีวิตในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 เป็นเหตุให้เธอตั้งใจฝึกฝนการใช้เวทมนตร์สืบต่อจากเขา เธอพยายามที่จะอัญเชิญข้ารับใช้สายเซเบอร์ออกมา แต่เกิดความผิดพลาดในระหว่างการอัญเชิญ ทำให้ได้ข้ารับใช้สายนักยิงธนูแทน
ข้ารับใช้ของริน อาเชอร์ถูกอัญเชิญออกมาอย่างไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนไป เขามีนิสัยชอบพูดประชดประชัน และมักจะดูถูกอุดมการณ์ของชิโร่ว่าเป็นความคิดตื้นๆ และเป็นการหลอกลวงตนเอง อาเชอร์สามารถต่อสู้ด้วยอาวุธระยะใกล้ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ข้ารับใช้ในสายของเขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธระยะไกลก็ตาม
เด็กสาวในตระกูลผู้ดีชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งเดินทางมาที่ญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 ในฐานะมาสเตอร์คนหนึ่ง ภายนอกเธอดูเป็นเด็กสาวน่ารักคนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นจอมเวทย์ที่ร้ายกาจ ที่มีพลังเวทย์แฝงอยู่ในร่างกายปริมาณมหาศาล เธอพักอาศัยอยู่ที่ปราสาทตระกูลไอนซ์แบร์นที่ชานเมืองฟุยูกิพร้อมกับข้ารับใช้ของเธอและสาวใช้ 2 คน เธอมักจะให้คนที่เธอไว้วางใจเรียกเธอว่า "อิลยา"
ข้ารับใช้ของอิลยา ผู้ซึ่งอยู่ในคลาสที่ได้รับการยกย่องว่ามีพละกำลังมากที่สุด เขามีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันพร้อมผิวสีน้ำตาลที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า อาวุธของเขาคือท่อนไม้ติดของแหลมซึ่งดูคล้ายขวานผสมกับไม้กระบอง เขาสามารถที่จะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า สมกับชื่อคลาสของเขา การต่อสู้ทุกครั้งของเขาจะเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ซึ่งเป็นการยากทีจะควบคุมสำหรับจอมเวทย์ทั่วไป แต่สำหรับอิลยา สามารถควบคุมเขาได้อย่างง่ายดาย
พี่ชายชองซากุระ และเพื่อนรักของชิโร่ เขาเป็นรองประธานชมรมยิงธนูของโรงเรียนที่ออกจะหลงตัวเองและเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ คล้ายๆกับริน เขาไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นในเชิงเวทย์เช่นเดียวกับชิโร่ แม้ว่าตระกูลมาโต้จะเป็นตระกูลผู้ใช้เวทมนตร์ แต่เขากลับไม่มีความสามารถในเชิงเวทย์เลย จึงทำให้เขาไม่พอใจ และพยายามที่จะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าตนเองก็มีดีด้วยการเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 นี้ บวกกับความทะเยอทะยานอยากของเขา จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าเขาจะหักหลังเพื่อนของเขาได้อย่างหน้าตาเฉยเพื่อตัวเขาเอง เขาไม่พอใจที่ซากุระน้องสาวของเขาไปหาชิโร่ที่บ้านทุกวันๆ เขาจึงเสนอข้อตกลงกับรินในการร่วมมือกันในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ แต่รินก็ได้ปฏิเสธไปเพราะรู้ถึงเนื้อแท้ของเขานั่นเอง
ข้ารับใช้ของชินจิ ซึ่งมักจะเป็นผู้สอดแนมระหว่างการต่อสู้ของข้ารับใช้ตนอื่น เธอมักจะปฏิบัติภารกิจอย่างเงียบสงัดและรอบคอมและไม่เคยลังเลที่จะปกป้องมาสเตอร์ของตนเอง แม้ว่าตนเองจะได้รับอันตราย และด้วยที่ว่าชินจิไม่สามารถถ่ายทอดมานาให้กับเธอได้ ทำให้เธอต้องแสวงหามานาให้ตนเองด้วยการสูบพลังวิญญานจากชาวเมืองฟุยูกิ ในการต่อสู้เธอมักจะซ่อนตัวและคอยวางแผนโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยความรอบคอบ อาวุธของเธอคือลิ่มโลหะติดโซ่ยาวซึ่งเธอมักจะใช้มันในการโจมตีคู่ต่อสู้จากระยะไกล และใช้มันควบคุมคู่ต่อสู้ไปด้วย

ตัวละครหลัก
รุ่นน้องของชิโร่ในโรงเรียนเดียวกัน ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของชินจิ หลังจากที่พ่อบุญธรรมของชิโร่เสียชีวิตไป เธอก็หมั่นแวะเวียนเข้ามาดูแลชิโร่ที่บ้านอยู่เสมอ แม้ว่าตระกูลมาโต้จะเป็นตระกูลจอมเวทย์โบราณ แต่ซากุระเองก็ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับตระกูลนี้เลย ภายนอกเธอดูเป็นคนที่ขี้อายและอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเธอเองก็มีพลังอันยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเธอเองด้วย และตัวเธอเองก็ยังแสดงออกถึงความรู้สึกต่อชิโร่อย่างจริงใจอีกด้วย
ด้วยข้อตกลงระหว่างสมาคมจอมเวทย์และองค์กรศาสนา ทำให้สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์แต่ละปีจะมีผู้คุมกฎเป็นบาทหลวง ซึ่งพ่อของคิเรย์เองก็เป็นผู้คุมกฎในสงครามจอกครั้งที่ 4 เช่นกัน หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต เขาก็ได้รับหน้าที่ผู้คุมกฎแทนพ่อของเขา แต่การที่เขาเข้ามาประจำตำแหน่งนี้ไม่เหมือนกับพ่อของเขา เพราะเขาเป็นสมาชิกของทั้ง 2 องค์กร และทั้ง 2 องค์กรนี้ก็เป็นศัตรูกันมาตลอด หลังจากที่พ่อของรินเสียชีวิต เขาก็ได้ทำหน้าที่ผู้ดูแลรินอยู่ห่างๆ แม้ว่าระดับสมาชิกในองค์กรศาสนาของเขาจะต่ำกว่าชิเอล (จาก ซึกิฮิเมะ) แต่เขาก็มีความสามารถในการต่อสู้และการใช้อาวุธไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย
ข้ารับใช้ที่แสดงตัวออกมาในฐานะศัตรูเป็นคนแรกของเรื่อง เขาเป็นนักรบที่มีสมรรถภาพสมดุลและร้ายกาจ ผู้ซึ่งสนุกสนานกับการที่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่ง เขาเป็นคนที่ขี้เล่นและยังนิ่งนอนใจแม้ว่าตัวเองจะอยู่ในระหว่างการต่อสู้ และเขายังเป็นคนที่ทำงานได้รวดเร็วและเรียบร้อย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นข้ารับใช้ที่กระฉับกระเฉงมากที่สุดเลยทีเดียว
เขาเป็นจอมเวทย์ผู้ที่รอดชีวิตจากสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 ตลอดชีวิตของเขา เขามีชีวิตอยู่เพื่อผดุงคุณธรรม ปกป้องและช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าเขาเองจะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นการยากที่จะทำได้ และเขาก็รู้อยู่แล้วว่ามันคงไม่สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้สั่งสอนลูกชายบุญธรรมของเขาเพียงคนเดียวให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ฮีโร่ควรกระทำ เพื่อปกป้องความยุติธรรม และปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ซึ่งตามจริงแล้วเขาก็เป็นนักเวทย์ แต่เขากลับไม่เคยสอนให้ชิโร่ใช้เวทมนตร์อย่างจริงจัง และบอกให้เขาพยายามฝึกเวทย์จำลองวัตถุของเขาให้ใช้ได้คล่องแคล่ว สุดท้ายเขาก็ได้เสียชีวิตไปใน 3 ปี ก่อนเหตุการณ์ใน เฟท/สเตย์ ไนท์ โดยไม่ทราบสาเหตุ
เธอคือครูประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ, ครูประจำชั้น และอาจารย์ประจำชมรมยิงธนูในโรงเรียนที่ชิโร่เรียนอยู่ คนทั่วไปมักจะเรียกเธอว่า "ไทเกอร์" (「タイガー」 Taigā) ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกเธอด้วยชื่อนี้ (เพราะชื่อของเธอ "ไทกะ" ออกเสียงคล้ายกับคำว่า "ไทเกอร์" ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งชิโร่เองก็จะเรียกเธอว่า "ฟูจิเน่" (พี่ฟูจิ) หลังจากที่คิริซึงุเสียชีวิต ไทกะก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองของชิโร่และดูแลชิโร่มาเป็นเวลาหลายปี จึงทำให้พวกเขาทั้งสองสนิทกันมาก และเธอยังนับให้ชิโร่เป็นน้องชายของตนเองอีกด้วย
ข้ารับใช้ลึกลับสายอาเชอร์ผู้ซึ่งมีความหยิ่งยโส และเห็นแก่ตัว ตัวเขาเองดูท่าว่าจะมีความสัมพันธ์กับเมืองฟุยูกิและเซเบอร์ในอดีตเป็นอย่างมาก โดยปกติเวลาที่เขาปรากฏตัวออกมา เขามักจะมาพร้อมกับชุดเกราะสีทอง และโนเบิล แฟตาซึ่มที่มีมากมายเกินกว่าจะคาดเดาได้ ซึ่งนั่นเองก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย
ชายหนุ่มผู้มาพร้อมกับแว่นตาทรงเหลี่ยมและทรงผมเป็นระเบียบ เขาเป็นอาจารย์ประจำชั้นของริน และสอนวิชาประวัติศาสตร์โลก ในเรื่องการทำงานของเขานั้นถือได้เลยว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยมและได้รับการนับถือจากลูกศิษย์และอาจารย์จำนวนมาก แต่เขาก็เป็นคนที่เข้มงวดและไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใครๆ เลย
แขกพิเศษที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวัดริวโดอย่างลับๆ ด้วยเหตุผลที่ทางวัดเข้าใจว่าเธอจะต้องมาอยู่ที่วัดเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่พิธีแต่งงาน ซึ่งความงามของเธอเองก็ทำให้เหล่าผู้อาศัยในวัดริวโดจำนวนไม่น้อยต้องหวั่นไหวไปตามๆ กัน
ข้ารับใช้ผู้มีนิสัยโดดเดี่ยว เขามักปรากฏตัวอยู่ในชุดฮากามะ และกิโมโนพร้อมกับฮาโอริสีคราม โดยที่ข้ารับใช้รูปหล่อคนนี้จะทำหน้าที่เป็นยามยืนเฝ้าอยู่เหนือประตูวัดริวโด ด้วยความเงียบสงัด และด้วยความเป็นบูชิโดเต็มขั้นของเขาจึงทำให้เขาตามหาคู่ต่อสู้ฝีมือฉกาจมาประมือด้วย และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นข้ารับใช้ประเภทแอสแซสซิน ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้ารับใช้ประเภทแอสแซสซินอีกคนเลย

ตัวละครรอง
คนรับใช้ทั้งสองของอิลยา ซึ่งพวกเธอทั้งสองมีหน้าที่ดูแลอิลยาและชี้แนะในเรื่องศาสตร์ลับของเวทมนตร์ด้วย พวกเธอมีผมสีบลอนด์และตาสีแดงเหมือนกับอิลยา โดยที่เซลล่าจะมีนิสัยค่อนไปในทางที่ไม่ค่อยมั่นใจ (โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างของเธอ) และมีความเคลือบแคลงใจใจตัวของ เอมิยะ ชิโร่ แต่กลับกัน ลิซกลับคิดต่างกับเซลล่าโดยสิ้นเชิง เธอชอบชิโร่เพราะเขาเป็นคนที่ทำให้อิลยามีความสุข ตัวลิซนันมีความสามารถต่อสู้ด้วยหอกเฮลเบิร์ด และเธอสามารถที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อทำให้อาร์ติแฟ็กของตระกูลไอนซ์เบิร์น คือ อาภรณ์สวรรค์ ซึ่งสามารถทำให้ใช้เวทมนตร์ที่แท้จริง ((「魔法」 Mahō))ที่จะเป็นเวทย์ที่เหนือความคาดหมาย และไม่คิดว่าจะมีอยู่ ปรากฏขึ้นมาได้
นักกีฬาและกัปตันประจำชมรมยิงธนูของโรงเรียนที่ชิโร่เรียนอยู่ เธอเป็นเพื่อนกับรินซึ่งพวกเธอทั้งสองกำลังแข่งกันว่าใครจะมีแฟนก่อนกัน ในเนื้อเรื่องเธอจะถูกไรเดอร์สูบวิญญานและทิ้งร่างไว้ในตรอกในเมืองเท่านั้น
ผู้จัดการชมรมผู้เป็นที่ชื่นชอบของคนในชั้นเรียน
เด็กสาวน่ารักผู้ซึ่งมีทักษะการวิ่งที่น่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ ซึ่งรินเองก็ไม่ค่อยชอบเธอเช่นกัน
เพื่อนของยูคิกะและคาเอเดะ เธอเป็นนักกระโดดไกล และเธอยังเป็นคนที่เห็นใจผู้อื่นแถมยังฉลาดหลักแหลมอีกด้วย
ประธานนักเรียนของโรงเรียนที่ชิโร่เรียนอยู่ และเป็นเพื่อนสนิทของชิโร่อีกคนหนึ่งด้วย เขาเป็นลูกชายของเจ้าอาวาสวันริวโดที่แคสเตอร์และโซอิจิโร่อาศัยอยู่ ซึ่งเขาไม่เคยที่จะพูดถึงเรื่องของ 2 คนนี้เลย เพราะแคสเตอร์ได้สาปไว้ว่าถ้าเขาพูดเรื่องนี้เมื่อไร เขาจะต้องฆ่าตัวตายเมื่อนั้น พี่ชายของเขาก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของไทกะและโอโตโกะด้วย ในอะนิเมะเขาออกจะเป็นคนที่กลัวผู้หญิงอยู่นิดๆ ด้วย
นายจ้างของชิโร่ในร้านเหล้าโคเปนเฮเกน ที่ชิโร่ทำงานพิเศษอยู่ เธอชอบให้คนอื่นเรียกเธอว่า"เนโกะซัง" มากกว่าที่จะให้ใครมาเรียกชื่อจริงของเธอ เพราะคำว่า "โอโตโกะ" นั้นเป็นชื่อของผู้ชาย เธอยังชอบเรียกชิโร่ว่า "เอมิยัง" อีกด้วย เธอเคยคิดที่จะรับไทกะมาทำงานที่ร้านของเธอเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าความจริงจังบวกความซุ่มซ่ามของไทกะนี่ล่ะ ทำให้เธอล้มเลิกความคิดไปเลย
เขาคือปู่ของไทกะ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งยากูซ่าที่คุมเมืองฟุยูกิ เขาเป็นเพื่อนเก่าของคิริซึงุ และเขาได้รับฝากบ้านของคิริซึงุที่ชิโร่อาศัยอยู่หลังจากที่คิริซึงุเสียชีวิตไปแล้วด้วย
เขาคือจอมเวทย์โบราณผู้ซึ่งฉลาดหลักแหลมและใช้เวทมนตร์ได้อย่างแข็งแกร่ง ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวของตระกูลมาโต้ โดยรู้จักกันว่าเขาเป็นปู่ของชินจิและซากุระ ตัวเขาเองยังเชี่ยวชาญในด้านเวทมนตร์มากและสามารถที่จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ แต่ทว่าวิชาของเขานั้นเป็นวิชาที่โหดร้ายและรุนแรง ซึ่งเขาเองก็คิดว่าหลานชายแท้ๆ ของเขา ชินจิ จะไม่มีความสามารถในด้านนี้และจะนำความอัปยศมาสู่วิชาเวทมนตร์ของเขาแน่นอน และเขายังเชื่อด้วยว่าซากุระคงมีความสามารถในด้านนี้มากกว่าพี่ชายของเธอแน่นอน
ข้ารับใช้ที่มีความอันตรายมากเป็นพิเศษผู้ซึ่งปรากฏตัวมาเพียงชั่วครู่ทั้งใน เฟท/สเตย์ ไนท์ และ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย และยังมีการปรากฏตัวออกมาใน เฟท/ซีโร่ อีกด้วย ซึ่งคำว่า ทรู ในชื่อของเขาก็มาจากการที่เขาเป็นข้ารับใช้ที่ออกมาโดยอยู่นอกกำหนดการ และเขาก็จะปรากฏออกมาในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ทุกๆ ครั้งในประวัติศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเขาจะปรากฏตัวออกมาภายใต้ผ้าคลุมสีดำที่ขาดรุ่งริ่ง และสวมหน้ากากรูปหัวกระโหลก พร้อมกับแขนซ้ายปริศนาที่พันไว้ด้วยผ้าเป็นม้วนใหญ่
เขาคือ 1 ใน 5 จอมเวทย์ที่สามารถใช้เวทมนตร์ที่ชั้นสูง หรือเวทมนตร์ที่สามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมาได้โดยล้ำสมัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเชิงเวทย์ได้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยปาฎิหาริย์ต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้นมานั้นทำให้เขาได้รับสมญานามว่า "คาไลโดสโคป" แต่เดิมเขาเคยปรากฏตัวใน ซึกิฮิเมะ และผลงานประดิษฐ์ของเขายังได้ปรากฏออกมาใน เฟท/สเตย์ ไนท์ ในบท Heaven's Feel อีกด้วย
จอมเวทย์สาวทายาทของตระกูลเอเดลเฟลท์ ตระกูลที่ส่งจอมเวทย์ฝาแฝดเข้าร่วมในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 3 ที่คนนึงกลายมาเป็นเชื้อสายของตระกูลโทซากะ ซึ่งในสงครามครั้งนั้นส่งผลให้ตระักูลเอเดลเฟลท์มีมาสเตอร์ถึง 2 คน และมีข้ารับใช้ถึง 2 ตน เลยทีเดียว ตัวลูเวียเองเป็นนักศึกษาในสมาคมจอมเวทย์ ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนและมักจะท้าประลองกับนักเรียนเวทย์คนอื่นอยู่่บ่อยๆ รวมไปถึง โทซากะ ริน ด้วย แต่พลังของเธอนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารินเลยทีเดียว เธอปรากฏตัวออกมาใน เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย

ตัวละครเสริม
ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามของแฟนๆ ช่วยผลักดันให้ เฟท/สเตย์ ไนท์ ได้พัฒนาออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ที่มากกว่าการเป็นวิดีโอเกม เช่นได้เป็นอะนิเมะ และมังงะ อย่างเป็นทางการ และแฟนๆ ยังนำไปเขียนเป็นโดจิน และโดจินซอฟต์ (เช่น เฟทัล/เฟค) ที่เป็นเกมต่อสู้โดยการนำตัวละครใน เฟท/สเตย์ ไนท์ และสถานที่ต่างๆ ในเรื่องมารวมไว้ในเกม

เฟทในรูปแบบต่างๆ
แรกเริ่มเดิมที เฟท/สเตย์ ไนท์ เป็นเกม วิชช่วล โนเวล ที่สร้างโดย ไทป์-มูน และวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกของกลุ่มนี้หลังจากที่ได้เลื่อนระดับขั้นจากกลุ่มเซอร์เคิลมาเป็นบริษัทขนาดย่อม ต่อมา เฟท/สเตย์ ไนท์ ก็ได้พัฒนามาจนกระทั่งมีเวอร์ชันสำหรับทุกเพศทุกวัย ซึ่งนั่นก็คือ เฟท/สเตย์ ไนท์ ~เรียลต้า นัวร์~ สำหรับเครื่องเล่น เพลย์สเตชัน 2 และ เพลย์สเตชัน พอร์เทเบิล ในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2550

วิดีโอเกม
ดูบทความหลัก เนื้อเรื่องต่างๆใน เฟท/สเตย์ ไนท์
Fate, Unlimited Blade Works และ Heaven's Feel คือเนื้อเรื่องย่อยทั้ง 3 ที่เราจะพบในเกม ซึ่งเนื้อเรื่องแต่ละบทจะมีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันไปและจะดำเนินไปตามที่ผู้เล่นได้เลือกการกระทำในเรื่องนั้นๆ เอง
ในบท Fate จะกล่าวถึงเซเบอร์ที่เป็นตัวละครหลัก ในบท Unlimited Blade Works จะกล่าวถึงรินซึ่งเป็นตัวละครหลัก แต่เนื้อเรื่องจะมุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของข้ารับใช้ของเธอ อาเชอร์ มากกว่า และในบท Heaven's Feel จะกล่าวถึงอดีตอันเลวร้ายของซากุระ และยังเชื่อมต่อไปถึงเนื้อเรื่องของ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย อีกด้วย ส่วนเนื้อเรื่องในแอนิเมชันจะเป็นการนำเนื้อเรื่องทั้ง 3 มารวมกัน และเน้นหนักไปที่บท Fate มากกว่าบทอื่นๆ

มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ เนื้อเรื่อง
ดูบทความหลัก เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย
เมื่อ 28 ตุลาคม 2548 ไทป์-มูนได้ปล่อยไซด์ สตอรี่ของ เฟท/สเตย์ ไนท์ ออกมา ภายใต้ชื่อว่า เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย ซึ่งเป็นแฟนดิกส์ที่จะมีไซด์สตอรี่ของ เฟท/สเตย์ ไนท์ ซึ่งจะกล่าวถึงเนื้อเรื่องเพียงแค่ครึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ใน เฟท/สเตย์ ไนท์ และมีตัวละครเพิ่มมาไม่ว่าจะเป็นอเวนเจอร์, บาเซตต์ ฟราก้า แม็กเรมินซ์ และ คาเรน ออร์เทนเซีย พร้อมทั้งการกลับมาของตัวละครเดิมเช่น เอมิยะ ชิโร่ และ โทซากะ ริน
ดูบทความหลัก เฟท/ซีโร่
เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2549 ไทป์-มูน ได้ประกาศที่จะวางจำหน่ายนิยายในซีรีย์เฟทเรื่องใหม่ ภายใต้ชื่อว่า เฟท/ซีโร่ ซึ่งเป็นเรื่องราวก่อนเหตุการณ์ใน เฟท/สเตย์ ไนท์ โดยจะมุ่งไปที่สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 เล่มแรกวางจำหน่ายในวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง ไทป์-มูน และ ไนโตรพลัส

เนื้อเรื่องอื่นๆ
ต้นฉบับของ "เฟท/สเตย์ ไนท์" ได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยกลุ่มแฟนผลงานที่ใช้ชื่อว่า Miror Moon ส่วนเวอร์ชันทดลองของ "เฟท/สเตย์ ไนท์" นั้นได้กลุ่มแฟนอีกกลุ่มหนึ่งมาแปล นั่นคือกลุ่ม insani นั่นเอง และในรูปแบบอะนิเมะก็ยังได้รับการแปลเป็นแฟนซับโดยกลุ่มแฟนๆ จากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, เกาหลี, จีน, สเปน, ฮีบรู, ฝรั่งเศส, สโลวีเนีย, เยอรมัน, อิตาเลียน, โปรตุเกส หรือแม้แต่ ไทย

ผลงานแปลจากแฟนๆ
เฟท/สเตย์ ไนท์ ในรูปแบบมังงะ ภาพโดย ดัดโตะ นิชิวาคิ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร โชเน็น เอซ ภายใต้ลิขสิทธิ์สำนักพิมพ์คาโดคาว่า โชเท็น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเนื้อหาจะเน้นนำเสนอโดยอ้างอิงจากในเกมเป็นหลัก และยังเน้นหนักไปที่บท อันลิมิเตด เบลด เวิร์คส ให้เด่นชัดขึ้นกว่าฉบับอะนิเมะอีกด้วย พร้อมทั้งยังเสริมเนื้อหาให้สัมพันธํเข้ากับ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย และ เฟท/ซีโร่ อีกด้วย ปัจจุบันวางจำหน่ายแล้ว 3 เล่ม

แอนิเมชัน
นอกจากนั้นอัลบั้มซาวนด์แทร็ค Avalon - Fate/Stay Night ยังได้รับการเรียบเรียงใหม่โดย WAVE และ K.JUNO โดยเรียบเรียงเพลง "This Illusion" ให้เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งมี 2 เวอร์ชัน คือ "Illusion/Vision" และ "Illusion/Fate" อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
วิกิพีเดียยังไม่มีบทความที่ตรงกับชื่อนี้
เริ่มบทความ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบว
ค้นหา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบว ในบทความอื่น ๆ
ดูบทความที่กล่าวถึง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบว
ถ้าคุณสร้างหน้านี้แล้วเมื่อไม่นานมานี้แต่มันยังไม่ปรากฏขึ้น เป็นไปได้ที่จะมีการล่าช้าในปรับปรุงฐานข้อมูล ลองล้างข้อมูลเก่าในเครื่อง หรือกรุณารอสักครู่และตรวจดูอีกครั้งก่อนที่ท่านจะลองสร้างหน้าใหม่
ถ้าคุณสร้างบทความชื่อเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ มันอาจจะถูกลบไปแล้ว ดู ปูมการลบ และทำไมหน้าถึงโดนลบ
ถ้าต้องการถามคำถามเกี่ยวกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบว ให้ลองถามที่ ปุจฉา-วิสัชนา

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550


ลัตเวีย (Latvia) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐลัตเวีย (Republic of Latvia) (ภาษาลัตเวีย: Latvijas Republika) เป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับอีก 2 รัฐบอลติก คือ เอสโตเนียทางทิศเหนือ และลิทัวเนียทางทิศใต้ จดรัสเซียและเบลารุสทางทิศตะวันออก ส่วนทางทิศตะวันตกนั้น ลัตเวียมีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับสวีเดน กรุงริกาเมืองหลวงของลัตเวียเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบรรดาเมืองที่อยู่ในกลุ่มรัฐบอลติก
ไม่มี

การเมือง
เป้าหมายสำคัญที่สุดของนโยบายด้านความมั่นคงที่แถลงออกมาอย่างชัดแจ้งของ ลัตเวีย คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของลัตเวีย เนื่องจากลัตเวียยังคงมีความระแวงต่อ ภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นจากรัสเซีย ซึ่งพัฒนาการล่าสุดในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO ของลัตเวีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 สมาชิกองค์การ NATO 19 ประเทศ ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการรับสมาชิกใหม่ 7 ประเทศ คือ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวะเกีย และสโลวีเนีย ที่กรุงบรัสเซลส์ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ใหม่ ทั้ง 7 ประเทศ ได้มอบภาคยานุวัตรสารให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และในด้านนโยบายต่างประเทศ คือ การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเข้าร่วมกระบวนการรวมตัวของยุโรป โดยลัตเวียและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มบอลติก คือ เอสโตเนีย และลิทัวเนีย พร้อมด้วยสาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวะเกีย ได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 (ค.ศ.2004) นอกจากนี้ ลัตเวียและประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มบอลติกยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรภูมิภาคอื่นๆ เช่น คณะมนตรีบอลติก (Baltic Council) และองค์การเพื่อความมั่นคง และความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe - OSCE) เป็นต้น

การเมืองระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ลัตเวีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก คือ เอสโตเนียและลิทัวเนีย พร้อมประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวะเกีย รวม 10 ประเทศ ได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์ สรุปพัฒนาการของลัตเวียต่อสหภาพพยุโรปในช่วงเวลาที่ผ่านมา 1. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 รัฐสภาลัตเวียได้ให้สัตยาบันต่อความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (Free Trade Accord) เป็นผลให้ลัตเวียสามารถเป็นภาคีสมาชิกความตกลงดังกล่าว กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 โดย ส่งผลให้ลัตเวียได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าต่าง ๆ จากสหภาพยุโรป ในรูปของอัตราภาษีศุลกากร โควต้าและ GSP 2. ลัตเวียได้ลงนามความตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรป (Association Agreement) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 โดยมีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวไว้ ต่อมาลัตเวียได้ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพ EU โดยสมบูรณ์ต่อ คณะกรรมมาธิการยุโรป 3. เมื่อวันที่ 26กันยายน 2539 ลัตเวียได้ส่งคำตอบแบบสอบถามรายละเอียดให้ คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาถึงความพร้อมที่จะทำการเจรจาว่าด้วยการเข้าเป็นสมาชิกภาพ EU โดยสมบูรณ์ ซึ่งลัตเวียได้พยายามทุกวิถีทางที่จะปฏิรูประบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมให้สอดคล้องกับมาตรฐานและระเบียบกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป เพื่อที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปโดยสมบูรณ์ในช่วงปี ค.ศ.2004 พร้อมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก ซึ่งได้แก่ ลัตเวียและลิทัวเนีย ทั้งนี้ แม้ว่า ลัตเวียจะไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มแรกที่สหภาพยุโรป เริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อรับสมาชิกใหม่ เนื่องจากระดับการพัฒนาของลัตเวียนั้นยังล้าหลัง และไม่เจริญเท่าประเทศอื่น ๆ เช่น เอสโตเนีย โปแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ก็ตาม แต่ลัตเวียถือว่าการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นเป้าหมายสำคัญในด้านการต่างประเทศ

นโยบายต่อสหภาพยุโรป
พัฒนาการที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้ - ก่อนที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO อย่างสมบูรณ์ในปี 2547 ลัตเวียแสดงความปรารถนาที่จะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ขององค์การ NATO โดยเร็วเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและเสถียรภาพ ทั้งนี้ ลัตเวียได้เข้าเป็นสมาชิกในโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace –PfP) ขององค์การ NATO อย่างไรก็ดี การขยายตัวขององค์การ NATO ไปทางตะวันออกจะส่งผลกระทบทำให้ รัสเซียมีความกังวลต่อดุลยภาพทางทหารในภูมิภาคยุโรป ดังนั้น การเฝ้าดูท่าทีของรัสเซียจึงเป็นปัจจัยสำคัญด้วย และแม้ว่าบรรดาผู้นำของลัตเวียจะทราบดีถึงสถานภาพดังกล่าวของตนเองต่อองค์การ NATO แต่บรรดาผู้นำรัฐบาลของลัตเวียในแต่ละสมัยยังคงย้ำถึงความปรารถนาที่จะเข้าเป็นสมาชิก NATO โดยเร็วในทุกโอกาส ดังเช่นที่นาย Valdis Birkavs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย (ในช่วงเวลาขณะนั้น) ได้ไปกล่าวในการประชุมสัมมนาเรื่อง NATO and the Baltic States Quo Vadis ซึ่งมูลนิธิ Konrad-Adenauer Stiftung และสถาบันกิจการต่างประเทศของลัตเวียได้จัดขึ้นที่กรุงริกา เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ว่า บรรดารัฐบอลติกมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของค์การ NATO เนื่องจากบรรดารัฐบอลติกไม่มีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการเข้าเป็นสมาชิกของ NATO และสหภาพยุโรป เพื่อเป็นหลักประกันทางความมั่นคงและเศรษฐกิจของตนเอง แต่อย่างไรก็ดี บรรดารัฐบอลติกทั้งสามประเทศต่างอยากจะได้รับคำยืนยันจาก NATO ว่า ยินดีจะรับรัฐบอลติกทั้งสามประเทศเข้าเป็นสมาชิกของ NATO - พัฒนาการล่าสุดในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO ของลัตเวีย คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 สมาชิกองค์การ NATO 19 ประเทศ ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการรับสมาชิกใหม่ 7 ประเทศ คือ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลวีเนีย ที่กรุงบรัสเซลส์ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ใหม่ ทั้ง 7 ประเทศ ได้มอบภาคยานุวัตรสารให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประวัติบุคคลสำคัญทางการเมือง 1.ประธานาธิบดีลัตเวีย นาง Vaira Vike-Freiberga เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1937 เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีลัตเวีย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1999 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นาง Vike-Freiberga นับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของลัตเวีย และเป็นประธานาธิบดีสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของลัตเวีย จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน Experimental Psychology จาก McGill University สหรัฐฯ ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี นาง Vike-Freiberga เคยทำงานเป็นอาจารย์ที่ Universite de Montrealแคนาดา ระหว่างปี ค.ศ.1979-1998 และผู้อำนวยการสถาบันลัตเวีย ปี ค.ศ.1998
2. นายกรัฐมนตรีลัตเวีย นาย Aigars Kalvitis เกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2509 เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลัตเวียเป็นสมัยแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ภายหลังจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Indulis Emsis ต้องสิ้นสภาพลงเมื่อรัฐสภา Saeima ของลัตเวียลงคะแนนเสียงไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ประจำปี 2548 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี Kalvitis เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางการเมือง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ระหว่างปี 2543 - 2545 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ระหว่างปี 2542 - 2543
3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย นาย Artis Pabriks เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2509 เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 รัฐมนตรี Pabriks สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Aarhus ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี 2539 ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรี Pabriks เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญ ๆ เช่น ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ รัฐสภาลัตเวีย และเลขานุการกิจการรัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

ลัตเวีย นโยบายต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)
ประเทศลัตเวียได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การในภูมิภาคดังนี้
1. CE - Council of Europe หรือ คณะมนตรียุโรป
2. EBRD - European Bank for Reconstruction and Development หรือ ธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาแห่งยุโรป

เศรษฐกิจการค้า

ความสัมพันธ์ด้านต่างๆกับประเทศไทย
ไทยประกาศรับรองรัฐลัตเวียเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2534 พร้อมกับการประกาศรับรองรัฐเอสโตเนีย และลิทัวเนีย ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2535 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ไทยดำเนินการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับลัตเวีย และให้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูต ในระดับเอกอัครราชทูตระหว่างกัน โดยให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม มีเขตอาณาครอบคลุมฟินแลนด์ ลัตเวียและเอสโตเนีย โดยนายสุจินดา ยงสุนทรเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้เดินทางไปยื่นพระราชสาส์นตราตั้งเป็นเอกอัครราชทูตคนแรกประจำลัตเวีย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2544เห็นชอบให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออลโล มีเขตอาณาครอบคลุมลัตเวียแทนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และปัจจุบันเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำลัตเวีย อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย สำหรับ ลัตเวียยังมิได้ตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย แต่ได้จัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย โดยมีนายประสงค์ จงรัตนากุล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ลัตเวียประจำประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538

ความสัมพันธ์ทางการทูต
ลัตเวียพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับไทยในทุก ๆ ด้าน ทั้งในกรอบทวิภาคีและกรอบพหุภาคี ในด้านความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นโดยมีการแลกเปลี่ยนสารแสดงความยินดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอในโอกาสสำคัญๆ อาทิเช่น การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของลัตเวีย เป็นต้น นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้สนับสนุนการดำเนินงานในกรอบเวทีการเมืองประเทศระหว่างกัน โดยเฉพาะการให้ความสนับสนุนของลัตเวียต่อผู้สมัครของไทยในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

ความสัมพันธ์ทางการเมือง
ลัตเวียตระหนักถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทยในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะขีดความสามารถในการส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ลัตเวียได้มองไทยโดยเปรียบเทียบกับบางประเทศในเอเชียในเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางการค้า เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่นและจีน ฝ่ายลัตเวียเสนอตัวที่จะเป็นประตูการค้าให้ไทยสำหรับการค้าขายกับรัสเซีย และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช เนื่องจากสภาพที่ตั้งของประเทศมีความคุ้นเคยกับวิธีการค้าและรู้จักอุปนิสัยของคนรัสเซีย อีกทั้งมีท่าเรือปลอดน้ำแข็งอยู่ด้วย นอกจากนี้ ภาวะการเงินของลัตเวียก็เริ่มมีเสถียรภาพขึ้น การโอนเงินตราเข้าออก สามารถกระทำได้โดยมีข้อจำกัดน้อยมาก ส่วนระบบธนาคารอาจจะมีจำนวนมากเกินไป แต่การแข่งขันก็เป็นไปโดยเสรีและเชื่อว่าจำนวนธนาคารซึ่งมีอยู่มากเกินไปในขณะนี้จะลดลงเรื่อย ๆ
สถิติการค้าระหว่างไทยกับลัตเวียในช่วงปี 2549 (ม.ค.-ส.ค.) มีปริมาณการค้ารวม 13.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกไปลัตเวีย 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ นำเข้า 0.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 12.6ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปริมาณการค้าไทย-ลัตเวียในปี 2548 มีมูลค่า 17.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 16.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 1.2 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 14.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย คือ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ สินค้านำเข้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ สัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์ไม้และไม้แปรรูป เป็นต้น

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า
ชาวลัตเวียเริ่มมาท่องเที่ยวประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย ระหว่างปี 2537 - 2539 บริษัทนำเที่ยวของลัตเวียได้จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำมายังประเทศไทยหลายเที่ยวบิน โดยมีสถิติดังนี้
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแผยแพร่ภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ชาว ลัตเวียมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมลัตเวียได้จัดโครงการนำคณะสื่อมวลชนลัตเวียเดินทางมาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 8 - 16 มิถุนายน 2546

ในปี 2542 มีนักท่องเที่ยวลัตเวียเดินทางมาไทยจำนวน 944 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.79 จากปี 2541
ในปี 2544 มีจำนวน 989 คน ในปี 2545 มีจำนวน 1,080 คน ในปี 2546 มีจำนวน 925 คน และ
ในระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคมของปี 2547 มีนักท่องเที่ยวลัตเวียเดินทางมาไทยจำนวน 734 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2546 ร้อยละ 45.35 แหล่งท่องเที่ยวหลักของชาวลัตเวียประกอบด้วยยุโรปตะวันตกยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวียและฟินแลนด์ และลัตเวียมีบริษัทนำเที่ยวทั้งในด้านi nbound และ outbound ประมาณ 200 บริษัท(ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) การท่องเที่ยวของชาวลัตเวียในประเทศไทย

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายลัตเวีย

เดือนกันยายน พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) คณะทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ (Familiarization Mission) เยือนกลุ่มประเทศบอลติก (ลิทัวเนีย ลัตเวียและเอสโตเนีย) เพื่อสำรวจลู่ทางการพัฒนาความสัมพันธ์
วันที่ 22 สิงหาคม - 3 กันยายน พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเกาะกรีนแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย เป็นการส่วนพระองค์ (ลัตเวีย ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม - 30 สิงหาคม 2542)
วันที่ 9 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้จัดงาน Baltic Countries Road Show 2000 ที่เอสโตเนีย ลัตเวียและลิทัวเนีย (กรุงริกา วันที่ 14 กรกฎาคม 2543)
วันที่ 10 - มิถุนายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายสรจักร เกษมสุวรรณ) และคณะ เดินทางเยือนลัตเวียอย่างเป็นทางการ และได้เข้าเยี่ยมคารวะนาย Rihards Piks รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย และพบหารือกับนาย Maris Riekstins รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย (State Secretary of Ministry of Foreign Affairs)
วันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2539 (ค.ศ.1996) นาย Valdis Birkavs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย และภริยา พร้อมคณะภาคเอกชน เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ และหารือข้อราชการกับ ม.ร.ว. เทพ เทวกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2543 (ค.ศ.2000) นาย Vladimirs Makarovs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจลัตเวีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่าง วันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2543 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนลัตเวีย ฝ่ายไทย
ลัตเวียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 26 เขต (districts - rajons) มี 7 เมืองที่มีสถานะแตกต่างออกไป คือมีฐานะเป็น เทศบาลนคร (cities - lielpilsētas)*
1. เขตไอซเคราเคล 2. เขตอาลูกส์เน 3. เขตบัลวี 4. เขตเบาสกา 5. เขตเซซิส 6. เขตเดากัฟปิลส์ 7. เดากัฟปิลส์* 8. เขตโดเบเล 9. เขตกุลเบเน 10. เขตเยคับปิลส์ 11. เขตเยลกาวา 12. เยลกาวา* 13. ยูร์มาลา* 14. เขตคราสนาวา 15. เขตคุลดีกา 16. เขตเลียปายา 17. เลียปายา* 18. เขตลิมบาชี 19. เขตลุดซา 20. เขตมาโดนา 21. เขตโอเกร 22. เขตเปรย์ยี 23. เขตเรเซคเน 24. เรเซคเน* 25. เขตริกา 26. ริกา* 27. เขตซัลดุส 28. เขตตัลซี 29. เขตตูกุมส์ 30. เขตวัลกา 31. เขตวัลเมียรา 32. เขตเวนต์สปิลส์ 33. เวนต์สปิลส์*

เขตอาเบรเนถูกผนวกเข้ากับรัสเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สถานะของเขตนี้กำลังเป็นกรณีพิพาทกับลัตเวีย ภูมิศาสตร์
ประชากร 2.3 ล้านคน (ปี 2546) อันดับที่ 142 ของโลก
ประชากร 1 ใน 3 อาศัยอยู่ในเมืองหลวง
กลุ่มชนชาติ ชาวลัตเวีย 52% ชาวรัสเซีย 34% นอกนั้นเป็นเชื้อชาติเบลารุส ยูเครน โปแลนด์ ลิทัวเนีย เยอรมัน และ อื่นๆ
อัตรการเจริญเติบโตของประชากร 1.3%
อัตราการเกิด 9040 คน/ในปี 2005 (อันดับที่ 185 ของโลก)
อัตราการเสียชีวิต 1366 คน/ในปี2004 (อันดับที่ 34 ของโลก)
จำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ 7600 คน/ในปี 2001 (อันดับที่ 104 ของโลก)
อายุเฉลี่ย ชาย : 64 ปี / หญิง : 75 ปี
จำนวนผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือ 99.7%

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550


เพลง ดอกประดู่ หรือที่นิยมเรียกกันอีกอย่างว่าเพลง "หะเบสสมอพลัน" เป็นบทเพลงพระนิพนธ์ใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เดิมเรียกชื่อว่า "Coming Thro' the Rye" ตามชื่อทำนองเพลงเดิมในภาษาอังกฤษ (เพลงนี้เป็นเพลงสก็อต เข้าใจกันว่าดัดแปลงทำนองมาจากเพลง Auld Lang Syne อีกทีหนึ่ง) แรงบันดาลใจสำคัญในการทรงนิพนธ์เพลงนี้คือเหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ.112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งเป็นที่จดจำกันได้ดีทุกคนสำหรับคนไทยในยุคนั้น สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์เพลงดอกประดู่เมื่อ พ.ศ. 2448
เพลงนี้เป็นที่มาของการเปรียบเทียบตนเองของเหล่าทหารเรือว่า "เป็นลูกประดู่" มาจนถึงทุกวันนี้

เนื้อร้อง
หะเบสสมอจะนำ สยามเป็นชาติของเรา ธงยอดเสาชักขึ้นทุกลำ ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา เกิดมาเป็นไทย ใจร่วมกันแหละดี รักเหมือนพี่เหมือนน้อง ช่วยกันป้องปฐพีดอกประดู่ (เพลง) สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำมายีดอกประดู่ (เพลง) ถึงตายตายดี ตายในหน้าที่ของเรา พวกเราทุกลำ จำเช่นดอกประดู่ วันไหนวันดี บานคลี่พร้อมอยู่ วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู ทหารเรือ เราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

หิมะ
หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส
หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0°C (32°F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม(snow cannon)

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550

อะซิดอกซิลลิน
?
อะซิดอกซิลลิน มาช่วยกันเพิ่มเติมและแก้ไขกันเถอะ เพื่อให้บทความนี้น่าอ่านยิ่งขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ เริ่มต้นเขียน และ นโยบายวิกิพีเดีย หรือ ภาษาอื่นด้านซ้ายมือ ให้นำกล่องนี้ออกเมื่อมีข้อความเพิ่มเติม


อะซิดอกซิลลิน(Azidocillin)


รุ่นที่ 1
รุ่นที่ 2
รุ่นที่ 3

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550


พระโคตมพุทธเจ้า (Gautama Buddha) หรือมักนิยมเรียกเพียง พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสต์กาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล ราชสกุลวงศ์ของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าศากยวงศ์ โคตมโคตร ปกครองกรุงกบิลพัสดุ์ (ปัจจุบันคือประเทศเนปาล) ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายา ทรงมีพระนามว่าสิทธัตถราชกุมาร

เจ้าชายมีลักษณะมหาบุรุษ
เจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร ทรงเจริญวัยด้วยความสุขยิ่ง เพราะกำเนิดในราชตระกูลภายใต้เศวตฉัตร และได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิศ ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุด เจ้าชายได้ทรงศึกษาอย่างรวดเร็ว และจบหลักสูตรสิ้นทุกประการ คือจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 สาขาวิชาที่เปิดสอน
พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงปริวิตกต่อคำทำนายของพราหมณ์หนุ่ม ที่ว่าเจ้าชายจะออกบวชแน่นอน ทรงจัดการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์ พร้อมสร้างปราสาท 3 ฤดูให้อยู่ประทับ เมื่อพระชมน์ได้ 16 พรรษาได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธราพิมพา ผู้เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ กษัตริย์ผู้ครองราชสมบัติกรุงเทวทหนคร เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขกับพระนางตลอดมา จนพระชนมายุได้ 29 พรรษา ก็มีพระราชโอรสองค์หนึ่งพระนามว่าราหุล ซึ่งแปลว่า บ่วง

เจ้าชายสืบราชสมบัติ
เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเสพสุขอยู่บนปราสาท 3 ฤดู จนวันหนึ่งทรงปรารถนาจะผ่อนคลายความจำเจ จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นทรงพบเทวทูตทั้ง 4 อันได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์จึงบังเกิดความสังเวชในพระราชหฤทัย ใคร่เสด็จออกบรรพชาเป็นสมณะ
ในวันที่เจ้าชายราหุลเกิดนั้น เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา ด้วยทรงเบื่อในเพศฆราวาสอันเต็มไปด้วยกิเลส จึงทรงเห็นว่าเพศบรรพชาเท่านั้นที่ประเสริฐและเป็นเพศที่สามารถจะหลุดพ้นจากความทุกข์ยากทั้งปวงได้ กระทั่งคืนที่เจ้าชายตัดสินพระทัยจะออกบวช ได้เสด็จไปเยี่ยมพระโอรสและมเหสี เมื่อพระองค์เห็นพระนางพิมพาบรรทมหลับสนิทพระกรกอดโอรสอยู่ทรงดำริจะอุ้มพระโอรส ขึ้นชมเชยเป็นครั้งสุดท้าย ก็เกรงว่าพระนางพิมพาจะตื่นบรรทม เป็นอุปสรรคขัดขวางการเสด็จออกบรรพชา จึงตัดพระทัยระงับความเสน่หาในพระโอรสเสด็จออกจากห้อง เสด็จลงจากปราสาทพบกับนายฉันนะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง(ม้านามว่ากัณฑกะ)ไว้แล้ว เสด็จออกจากพระนครในราตรีกาล ทรงเสด็จออกพ้นพระราชวัง เข้าเขตแดน แคว้นโกศลและแคว้นวัชชี ครั้นเวลาใกล้รุ่ง เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที พระองค์ทรงม้าข้ามฝั่งแม่น้ำ แล้วเสด็จลงไป ประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลี ด้วยพระขรรค์ เปลี่ยนชุดทรงกษัตริย์เป็นผ้ากาสาวพัตร์ แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานครองเพศบรรพชิต ณ ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ทรงส่งนายฉันนะนำเครื่องทรงกษัตริย์กลับนคร แล้วเสด็จลำพังโดยพระองค์เดียว มุ่งพระพักตร์ ไปยังแคว้นมคธ
เมื่อพระองค์ถือเพศบรรพชิตแล้ว ก็ทรงศึกษาในลัทธิคณาจารย์ต่างๆ ซึ่งสมัยนั้นนิยมกัน ส่วนเจ้าชายสิทธํตถะเมื่อครองเพศบรรพชิตแล้ว ทรงถือวัตรปฏิบัติของสมณะ คือปลงผมนุ่งผ้า ย้อมน้ำฝาด(สีเหลืองแก่นขนุน) เลี้ยงชีพด้วย อาหารบิณฑบาต ที่ผู้ต้องการบุญถวายให้ ทรงมีมีนามเรียกขานว่า พระสมณโคดม (คำว่าโคดม มาจากคำว่าโคตมะ ซึ่งเป็นชื่อโคตรของราช วงศ์ศากยะ) ในเบื้องต้น พระสมณโคดม ได้ไปฝากตนเป็นศิษย์ ในสำนักอาฬารดาบส ได้ฝึกจิตบำเพ็ญธรรมจนบรรลุความรู้ขั้นสูงสุดของอาจารย์ คือบรรลุฌานขั้นที่ 7

เจ้าชายเสด็จออกบวช
เมื่อหมดความรู้ของอาจารย์อาฬารดาบสจึงอำลาไป เป็นศิษย์ในสำนักอุทกดาบส ซึ่งมีความรู้สูงกว่าอาฬารดาบสหนึ่งขั้น คือเป็นผู้บรรลุฌานขั้นที่ 8 ซึ่งพระสมณโคดม ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สิ้นภูมิรู้ของอาจารย์ ในที่สุด จึงอำลาไปค้นหาวิมุตติธรรม ตามแนวทางของพระองค์ ด้วยทรงประจักษ์ว่า นี่ไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้
พระองค์จึงได้ละทิ้งสำนักอาจารย์เหล่านั้นเสีย พระองค์ได้มุ่งหน้าสู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแคว้นมคธ โดยทรงเริ่มการบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤต ที่เรียกว่าทุกกรกิริยา ซึ่งนักบวชสมัยนั้นนิยมปฏิบัติกัน อาทิการกลั้นลมหายใจเข้าออก จนเหงื่อโทรมกายหูอื้อตาลาย การนั่งตากแดดจนผิวเกรียมไหม้ ครั้นฤดูหนาว ก็ลงไปแช่น้ำจนตัวแข็งพระองค์ได้ทดลองปฏิบัติตามความเชื่อดั้งเดิมทุกวิถีทาง ก็ยังไม่สามารถบรรลุแนวทางค้นพบสัจจธรรมได้
ขณะนั้นมีฤๅษี 5 รูป ชื่อว่า โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสชิ ตามมาปฏิบัติตนเป็น ศิษย์ ด้วยคาดหวังว่า เมื่อพระสมณโคดม ค้นพบ วิโมกขธรรม จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย
พระสมณโคดม เริ่มบำเพ็ญทุกกรกิริยาขั้นสุดท้าย คือเริ่มลดอาหารที่ละน้อย ๆ จนถึงขั้นอด อาหาร จนร่างกายซูบซีดผอมแห้ง เหลือแต่หนังและเอ็นหุ้มกระดูก ทรงอาตมาบำเพ็ญเพียรถึงขั้นอุกฤตขนาดนี้ นับเป็นเวลาภึง 6 พรรษา ก็ยังไม่สามารถบรรลุวิมุตติธรรม
ความนี้ทราบถึงท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นจอมเทพแห่งดาวดึงส์สวรรค์ จึงทรงเสด็จมาเฝ้า และดีดพิณสามสายให้ทรงสดับ วาระแรกทรงดีดพิณสายที่ 1 ซึ่งขึ้นสายไว้ตึง พอลงมือดีดสายพิณก็ขาดผึงลง วาระที่ 2 ทรงดีดพิณสายที่สอง ซึ่งขึ้นสายไว้หย่อน ปรากฏเป็นเสียงที่ยืดยาดขาดความไพเราะ วาระที่ 3 ทรงดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึ้นสายไว้พอดี เป็นบทเพลงที่ไพเราะกังวาน พร้อมกับถวายบังคมลากลับไป
พระสมณโคดม ทรงสดับแล้วก็ทรงทราบถึงเหตุแห่งการมาของท้าวสักกเทวราช จึงได้แนวพระดำริว่า การบำเพ็ญทุกขกิริยานั้น เป็นการทรมาณตนให้ลำบากเปล่า เป็นข้อปฏิบัติที่ตึงเกินไปไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ การบำเพ็ญเพียรทางสมาธิจิตนั้น ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป น่าจะเป็นทางแห่งการตรัสรู้ได้ จึงเริ่มเสวยพระกระยาหารดังเดิมเพื่อให้ร่างกายคลายเวทนา มีสมาธิที่จะบำเพ็ญเพียรต่อไป

บำเพ็ญเพียรเพื่อการบรรลุธรรม
ทรงประทับนั่ง ขัดสมาธิ ผินพระพักตรสู่เบื้องบูรพาทิศ ตั้งจิตแน่แน่วว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาน จักไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ พญาวัสสวดีมาร เข้าทำการขัดขวางการตรัสรู้ ของพระมหาบุรุษ แต่พ่ายแพ้ไป ด้วยอำนาจบารมี ครั้นพญามารพ่ายแพ้กลับไปแล้ว พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้าฌาน เพื่อเป็นบาทของวิปัสสนาญาณ จนเวลาผ่านไปจนถึงยามต้น ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุติญาณ คือ ทรงระลึกชาติในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ ยามสอง ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยามสาม ทรงบรรลุ อาสวักขญาณ คือ รู้วิธีกำจัดกิเลส(มาร) ด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงพบกับความสุขสว่างอย่างแท้จริง ซึ่งเรียกกันว่าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ณ อุรุเวลาเสนานิคม แขวงเมืองพาราณสี ขณะมีพระชนม์ได้ 35 พรรษา

พระศากยมุนีพุทธเจ้า การแสดงปฐมเทศนา
พระองค์ก็ได้เที่ยวสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายตลอดระยะเวลา 45 พรรษา เพื่อให้ศาสนิกชนได้พบเห็นทางที่นำไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคามใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี พระองค์เสวยสุกรมัททวะ (เห็ดพื้นเมือง) ที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน
เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่น ให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
จนกระทั่งถึงดับขันธุ์ปรินิพาน ระหว่างใต้ต้นรังคู่ ณ แขวงเมืองกุสินารา ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น