สโมสรฟุตบอลมิดเดิลสโบรช์ เป็นสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก
วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550
สโมสรฟุตบอลมิดเดิลสโบรช์ เป็นสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550
MVTV (เอ็มวีทีวี)ได้รับลิขสิทธ์จากเอ็มวีทีวีประเทศลาวปัจจุบันมีมีผู้ชมในระบบ C-Band ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ใช้บริการกว่า 800,000 ใบ และกลุ่มผู้ที่รับสัญญาณดาวเทียมระบบ C-BAND ผ่านดาวเทียมThaicom 2/5 โดยใช้คลื่นความถี่
Transponder : 5E Thaicom 5
Frequency :3585 MHz FEC : 3/4
Symbol rate:26.667 Msym/s
Polarize : Vertical
ที่อยู่ภายนอกประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียกว่า 20 ประเทศ และผู้ชมในระบบเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนเคเบิลโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการกว่า 450 ราย และจำนวนผู้รับชมประกว่า 2,855,300 หลังคาเรือน
ช่องในปัจจุบัน
MVTV 1 Star Channel -ช่องรายการสาระ บันเทิง 24 ชั่วโมง
MVTV 2 - ช่องภาพยนตร์จีน และวาไรตี้
MVTV 3 Hit Station - ช่องเพลงลูกทุ่ง 24 ชั่วโมง
MVTV 4 MIC Channel - ช่องภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ 24 ชั่วโมง
MVTV 5 H+Channel - ช่องสุขภาพ 24 ชั่วโมง
MVTV 6 MV News - ช่องข่าวจาก MVTV 24 ชั่วโมง
?
ไซโดโฟเวียร์ (อังกฤษ: Cidofovir) พัฒนาขึ้นโดย ไกลีด ไซเอนซ์ (Gilead Sciences) และทำตลาดเองในสหรัฐอเมริกา ใช้ชื่อการค้าว่า วิสไทด์ (Vistide) และนอกสหรัฐอเมริกาทำตลาดโดยไฟเซอร์ไพเซอร์ ไฟเวอร์ (Pfizer) ) เป็นยาฉีด ต้านไวรัส ที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (cytomegalovirus-CMV) ที่ทำให้เกิด ม่านตาอักเสบ (retinitis) ในคนไข้ที่เป็นเอดส์ โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในการขยายพันธุของไวรัส ซีเอ็มวี (CMV)
มีรายงานเป็นสถิติยืนยันชัดเจนว่า ไซโดโฟเวียร์มีประสิทธิภาพในการชลอการลุกรามของไวรัส ซีเอ็มวี (CMV) ที่ทำให้ม่านตาอักเสบ ทั้งในคนไข้ที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยวิธีอื่นและคนไข้ที่วินิจฉัยแล้วแต่ยังได้รักษา การให้ยาก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องเพียงให้ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง
การสังเคราะห์ดีเอ็นเอในการขยายพันธุของไวรัส ซีเอ็มวี (CMV)
สูตรโครงสร้างเคมีของไซโดโฟเวียร์
เอ็นอาร์ติ
เอ็นเอ็นอาร์ติ
พีไอ
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550
เคมีพอลิเมอร์ (อังกฤษ:Polymer chemistry)หรือแมคโครโมเลกุลาร์เคมี(macromolecular chemistry)เป็นศาสตร์หลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ทางเคมี(chemical synthesis)และคุณสมบัติทางเคมีของพอลิเมอร์(polymer)หรือแมคโครโมเลกุล(macromolecule) แมคโครโมเลกุลแบบเก่าจะหมายถึงโซ่โมเลกุล และเป็นกลุ่มของเคมี ส่วนพอลิเมอร์จะอธิบายถึงคุณสมบัติรวมๆของวัสดุพอลิเมอร์ซึ่งจะเป็นขอบเขตของฟิสิกส์พอลิเมอร์ (polymer physics)ซึ่งเป็นสาขาย่อยของวิชาฟิสิกส์ พลาสติก(Plastics)เช่นพอลิเอทิลีน(polyethylene)จะเป็นกลุ่มย่อยของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่มูลค่าในเชิงพาณิชย์ ไบโอพอลิเมอร์(Biopolymer)เช่นโปรตีน(protein)เป็นกลุ่มย่อยของพอลิเมอร์ที่พบในธรรมชาติ พอลิเมอร์ที่เกิดจากโมโนเมอร์(monomer)โดยกระบวนการพอลิเมอไรเซชั่น(polymerization)คุณสมบัติของพอลิเมอร์เหล่านี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้
ระดับขั้นของพอลิเมอไรเซชั่น(degree of polymerisation)
โมลาร์แมสส์ดิสตริบิชั่น(molar mass distribution)
แทคติซิตี่(tacticity)
โคพอลิเมอร์(copolymer)
การแตกสาขาของพอลิเมอร์(polymer branching)
กลุ่มท้ายแถว(end-group)
ครอสส์ลิงก์(crosslinks)
การเกิดผลึก(crystallinity)
อุณหภูมิกลาสส์ทรานซิชั่น(glass transition temperature)
การละลาย(solubility)
ความหนืด(viscosity)
การเกิดเจล(gelation)
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550
วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ (London Heathrow Airport) หรือมักเรียกโดยย่อว่า ฮีทโธรว์ เป็นท่าอากาศยานที่มีการจราจรทางอากาศหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นท่าอากาศยานที่หนาแน่นที่สุดของประเทศสหราชอาณาจักร และทวีปยุโรป ในกรณีของจำนวนผู้โดยสาร และเป็นท่าอากาศยานที่หนาแน่นที่สุดของโลก ในกรณีของจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ
ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองฮิลลิงดอน ห่างจากตัวเมืองของกรุงลอนดอนประมาณ 24 กิโลเมตร (15 ไมล์) เป็นหนึ่งในสามของท่าอากาศยานที่อยู่ในเขตของกรุงลอนดอนและปริมณฑล อีกสองแห่งก็คือ ท่าอากาศยานลอนดอนซิตตี้ และท่าอากาศยานลอนดอนบิ๊กกิงฮิล
ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์มีทางวิ่งขนานกัน 2 ทางวิ่ง ตามแนวทิศตัวออกและทิศตะวันตก และ มีอาคารผู้โดยสาร 4 อาคาร โดยอาคารที่ 5 กำลังก่อสร้าง และยังมีแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสารฝั่งตะวันออกใหม่ รวมทั้งเพิ่มทางวิ่งอีกหนึ่งเส้นทางด้วย
ประวัติ
19 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 กลุ่ม IRA ให้วางระเบิดบริเวณลานจอดรถอาคารผู้โดยสาร 1 มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย
17 เมษายน พ.ศ. 2529 พบระเบิด semtex ในถุงของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ชาวไอริช กำลังพยายามจะนำขึ้นเครื่องของสายการบินเอลอัล โดยระเบิดถูกส่งมอบมาจากแฟนหนุ่มชาวจอร์แดน ผู้ซึ่งเป็นพ่อของเด็กในท้อง
พ.ศ. 2537 ฮีทโธรว์ตกเป็นเป้าหมาย 3 ครั้ง ในช่วงเวลา 6 วัน (8 มีนาคม, 10 มีนาคม และ 13 มีนาคม) โดยกลุ่ม IRA เนื่องจากท่าอากาศยานฮีทโธรว์เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำลายเศรษฐกิจของอังกฤษ ทำให้ต้องหยุดทำการท่าอากาศยานไปหลายวัน และการคุ้มกันมีความเข้มงวดมากขึ้นเพราะว่าสมเด็จพระราชินีนาถจะเดินทางกลับในวันที่ 10 มีนาคม พอดี
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 กองทัพบกอังกฤษ 1000 นาย เข้าตึงกำลังภายในฮีทโธรว์ เนื่องหน่ยวข่าวกรองรายงานว่า กลุ่มอัลกออิดะ อาจจะส่งจรวดระบิดโจมตีเครื่องบินของสายการบินสัญชาติอังกฤษหรืออเมริกัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายน จึงได้ประกาศใช้มาตรการความปลอดภัยใหม่ มีผลบัลคับใช้กับผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางออกจากท่าอากาศยานประเทศสหราชอาณาจักร
10 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ได้ประกาศปรับแผนการรักษาความปลอดภัยให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป็องกันการโจมตีเที่ยวบินที่บินข้ามมหาสมุทรของกลุ่มอัลกออิดะ โดยกฎใหม่มีผลบังคับใช้ทันที และทำให้เกิดความล่าช้าและความไม่สะดวกสบายต่อผู้โดยสาร ซึ่งมาตรการเหล่านี้รวมถึงข้อห้ามการนำกระเป๋าขึ้นเครื่องโดยสาร ยกเว้นสิ่งของสำคัญเช่น เอกสารเดินทาง และอุปกรณ์หรือยารักษาโรค โดยของที่เป็นของเหลวทุกชนิดจะต้องทดสอบโดยผู้โดยสารคนนั้นที่จุดตรวจ ซึ่งต่อมาภายหลัง ได้มีการข้อผ่อนปรนสำหรับกรณียารักษาโรค และนมเด็ก
6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ได้ออกมาตรการใหม่ ให้บังคับใช้กับผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางออกจากท่าอากาศยานของประเทศสหราชอาณาจักร [1] โดยอนุญาตให้ของเหลวบางชนิดที่กำหนดไว้สามารถผ่านจุดตรวจเข้าไปได้ ส่วนของเหลวชนิดอื่นๆมีการกำหนดปริมาณที่สามารถนำขึ้นเครื่องโดยสารได้ การก่อวินาศกรรม
3 มีนาคม พ.ศ. 2491 Sabena Douglas DC3 Dakota ตกจากเพราะสภาพอากาศที่เป็นหมอก ลูกเรือ 3 คน และผู้โดยสารอีก 19 จาก 22 คน เสียชีวิต
1 สิงหาคม พ.ศ. 2499 เครื่องบินทิ้งระเบิด XA897 Avro Vulcan ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร ตกที่ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ หลังจากพยายามจะนำเครื่องขึ้นในสภาพทัศนวิสัยไม่ดี เดิมทีเครื่องบินลำนี้จะส่งมอบให้กับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร และกำลังกลับจากการบินสาธิตจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทั้งนักบินและผู้ช่วยนักบินดีดตัวออกมาได้ทัน แต่นักบินอีก 4 คน เสียชีวิต
27 ตุลาคม พ.ศ. 2508 Vickers Vanguard G-APEE ของ British European Airway (BEA) บินมาจากอดินเบิร์ก ขณะที่กำลังลงจอดโดยสภาพทัศนวิสัยไม่ดี พุ่งชนกับทางวิ่ง 28R ลูกเรือ 6 คน และผู้โดยสารทั้งหมด 30 คน เสียชีวิต
8 เมษายน 2511เครื่องบินโบอิง 707 G-ARWE ของ BOAC เดินทางไปออสเตรเลีย โดยแวะผ่านสิงคโปร์ เครื่อยนต์เกิดลุกไหม้หลังจากนำเครื่องขึ้น เครื่องยนต์หลุดออกจากตัวเครื่องบริเวณใกล้กับอ่างเก็บน้ำ Queen Mother ที่ Datchet แต่นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินได้ ตัวเครื่องบินลุกไหม้ทั้งลำ มีลูกเรือ 1 คน และผู้โดยสาร 4 คน เสียชีวิต ที่เหลืออีก 122 คน รอดชีวิต
3 กรกฎาคม 2511 Airspeed Ambassador G-AMAD ของ BKS Air Transport ปีกเครื่องบินกระแทกกับพื้นขณะลงจอด ทำให้เครื่องบินตกลงบนพื้นหญ้าและไถลไปทางอาคารผู้โดยสาร ชนเข้ากับเครื่องบิน Hawker Siddeley Trident 2 ลำ ของ BEA จนระเบิดลุกไหม้ ลูกเรือเสียชีวิต 6 คน และม้าที่บรรทุกมาอีก 8 ตัว
18 มิถุนายน พ.ศ. 2515 เครื่องบินHawker Siddeley Trident ของ BEA เที่ยวบิน 548 บินจากฮีทโธรว์ไปยังกรุงบลัสเซลส์ ตกลงใกล้กับ Staines ผู้โดยสาร 109 คน และ ลูกเรือ 9 คน ทั้งหมดเสียชีวิต อุบัติเหตุ
ในปัจจุบันท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ มีอาคารผู้โดยสารทั้งหมด 4 อาคาร (โดยอาคารที่ 5 กำลังก่อสร้าง) อาคารคลังสินค้า 1 อาคาร เดิมทีนั้นฮีทโธรว์จะมีทางวิ่งทั้งหมด 6 เส้นทาง เป็นทางขนานกัน 3 คู่ วางตามแนวทิศทางที่ต่างกัน แต่เนื่องจากความต้องการระยะทางวิ่งที่เพิ่มมากขึ้น ฮีทโธรว์จึงเหลือทางวิ่งเพียงสองเส้น ตั้งตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ความยาว 3,901 และ 3,660 เมตร ทั้งนี้ได้มีการศึกษาให้สร้างทางวิ่งอีกหนึ่งเส้นขนานไปกับทางวิ่งเดิม เพื่อรองรับการจราจรที่หนาแน่นในอนาคต
ท่าอากาศยานฮีทโธรว์บริหารโดย BAA มาช้านาน ซึ่งในปัจจุบัน BAA เป็นของบริษัทสัญชาติสเปน Ferrovial Group (Grupo Ferrovial)
รัฐบาลได้ออกข้อบังคับสำหรับเที่ยวบินช่วงเวลากลางคืน ให้ใช้เครื่องบินที่มีเครื่องยนต์ที่มีเสียงเงียบตามข้อกำหนด แต่อาจจะถูกระงับการบินได้ตลอดช่วงเวลากลางคืน หากว่ารัฐบาลไม่รู้สึกพอใจคำตัดสินจาก European Court of Human Rights
เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร ค่าธรรมเนียมลงจอดของสายการบินที่ BAA จะได้รับ กำหนดโดยกรมขนส่งทางอากาศของสหราชอาณาจักร (Inited Kingdom Civil Aviation Authority) จนเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2546 ต้นทุนการลงจอดต่อผู้โดยสารหนึ่งคน เพิ่มขึ้นในอัตราเงินเฟ้อลบ 3% ทำให้ต้นทุนในการลงจอดจะลดลงในเชิงราคาสัมบูรณ์ โดยในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2546 ต้นทุนการลงจอดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.13 ปอนด์ ซึ่งใกล้เคียงกับของท่าอากาศยานแก็ตริคและท่าอากาศยานสแตนสเต็ด แต่เพื่อสะท้อนภาพความเป็นศูนย์กลางการบินที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก กรมขนส่งทางอากาศของสหราชอาณาจักรจึงอนุญาตให้ BAA เพิ่มค่าธรรมเนียมลงจอดที่อัตราเงินเฟ้อบวก 6.5% ต่อปี สำหรับช่วงห้าปีแรก และเมื่ออาคารผู้โดยสาร 5 แล้วเสร็จ ก็คาดว่าจะเพิ่มค่าธรรมเนียมลงจอดเป็น 8.63 ปอนด์ ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
ถึงแม้ว่าค่าธณรมเนียมลงจอดจะกำหนดโดย กรมขนส่งทางอากาศของสหราชอาณาจักร และ BAA ก็ตาม แต่การเก็บค่าธรรมเนียมลงจอดที่ท่าอากาศยานฮีทโธรว์จะจัดเก็บโดย หน่วยงานเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร Airport Co-ordination Limited (ACL) ซึ่งกำกับโดยกฎหมายอังกฤษและสหภาพยุโรป รวมทั้งหน่วยงานของ IATA เงินทุนของ ACL มาจาก 10 สายการบินสัญชาติอังกฤษ บริษัทท่องเที่ยง และ BAA
นอกจากนี้ กาารจราจรทางอากาศระหว่างฮีทโธรว์และสหรัฐอมเริกาจะควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศตามกฎบัตรเบอร์มิวด้าที่ 2 ในแรกเริ่มนั้นจะอนุญาตให้เฉพาะสายการบินบริติชแอร์เวย์ แพนแอม และทรานส์เวิลด์แอร์ไลน์ ที่สามารถบินออกจากฮีทโธรว์เข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ จนในปี พ.ศ. 2534 สายการบินแพนแอม และทรานส์เวิลด์แอร์ไลน์ขายสิทธิ์การบินให้กับ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ กับ อเมริกันแอร์ไลน์ ตามลำดับ ส่วนสายการบินเวอร์จิ้นแอตแลนติกแอร์ไลน์ ได้รับสิทธิการบินภายหลัง กฎบัตรเบอร์มิวด้านี้ไปขัดกับข้อตกลงเรื่องสิทธิการแข่งขันของสหราชอาณาจักรที่ให้ไว้กับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ดังนั้นสหราชอาณาจักรจึงถูกสั่งให้ระงับกฎบัตรนี้ในปี พ.ศ. 2547
ท่าอากาศยานฮีโธรว์จะสามารถรองรับเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ได้ที่อาคารผู้โดยสาร 5 และที่ท่าจอด 6 ของอาคารผู้โดยสาร 3 โดยเครื่องบินแอร์บัส เอ380 จะให้บริการที่ฮีทโธรว์เป็นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2550 อย่างไรก็ตามได้มีการทดสอบเครื่องเอ380 ที่ฮีทโธรว์แล้วเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 [2]
ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ถูกจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานที่แย่ที่สุด ในการจัดการสำรวจของ TripAdvisor จากผู้ตอบในสอบถามกว่า 4,000 คน [3]
ฮีทโธรว์ในวันนี้
อนาคตของฮีทโธรว์
เมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม Stephen Byers ออกแถลงการว่ารัฐบาลอังกฤษลงมติอนุญาตให้สร้างอาคารผู้Fดยสารหลังที่ 5 ที่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ได้ โดยอาคารผู้โดยสารหลังใหม่จะสร้างอยู่ภายในบริเวณที่ดินของท่าอากาศยาน ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งมีกำหนดการว่าจะเริ่มเปิดใช้ในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 เวลา 04:00 ตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่าจะเปิดใช้เต็มประสิทธิภาพได้ในปี พ.ศ. 2558 เมื่อเสร็จสมบูรณ์ ท่าอากาศยานฮีทโธรว์จะมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 90 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันที่ 68 ล้านคนต่อปี
โดยอาคารหลังใหม่มีมูลค่ามากกว่า 4 พันล้านปอนด์ และจะมีพนักงานเพิ่นขึ้นอีกประมาณ 20,000 คน ทั้งนี้ยังจะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระยะไกลอีกสองอาคาร ซึ่งจะเชื่อมต่อระบบระหว่างอาคารผู้โดยสาร 5 จากทางใต้ดิน และยังมีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดินให้เชื่อต่อจนถึงอาคารหลังใหม่ รวมถึงการต่อเส้นทางจากทางหลวง M25 เข้าเชื่อมกับอาคาร
อาคารผู้โดยสารหลังนี้ออกแบบโดย Richard Rogers Partnership โดยอาคารหลัก (คอนคอร์ด เอ) จะมี 4 ชั้น อยู่ภายใต้โครงสร้างหลังคาเดียวกัน ซึ่งจะรองรับจำนวนผู้โดยสารถึง 30 ล้านคนต่อปี และจะเป็นอาคารหลักที่บริติชแอร์เวย์ จะย้ายเที่ยวบินทั้งหมดมายังอาคารนี้ ยกเว้นเพียงเส้นทางที่ไป/มาจาก สเปน, ออสเตรเลีย และอิตาลี จากข้อมูลของ BAA นอกจากอาคารหลักแล้ว อาคารผู้โดยสาร 5 จะมีอาคารระยะไกลอีก 2 อาคาร (อาคารที่ 2 จะสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2554) จะมีหลุดจอดทั้งหมด 60 หลุดจอด รวมทั้งหอบังคับการบินหลังใหม่ อาคารจอดรถ ความจุ 4,000 คัน โรงแรมขนาด 600 เตียง และการขยายการคมนาคมให้เข้าถึงตัวอาคารผู้โดยสารหลังใหม่
อาคารผู้โดยสาร 5 จะเตรียมหลุดสำหรับ เครื่องบินแอบัส เอ380 ไว้ที่อาคารระยะไกลหลังแรก (คอนคอร์ส บี)
อาคารผู้โดยสาร 5
สายการบินใหญ่ๆ โดยเฉพาะบริติชแอร์เวย์ ได้เรียกร้องให้มีการสร้างทางวิ่งที่ 3 ขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานอาคารผู้โดยสาร 5 โดยในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2546 Transport Secretary Alistair Darling ได้ออกหนังสือปกขาว http://www.dft.gov.uk/aviation/whitepaper (อังกฤษ) รายงานการวิเคราะห์อนาคตการบินของสหราชอาณาจักร ประเด็นของรายงานชุดนี้คือควรจะมีการสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 ภายในปี พ.ศ. 2563 และให้ข้อมูลทางด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสูญเสียโบสถ์เก่าแก่ด้วย
ทั้งนี้มีการเสนอให้สร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 6 เพื่อขยายขีดความสามารถจากการสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 ซึ่งจะทำให้รองรับผู้โดยสารได้ 115 ล้านคนต่อปี แต่ในส่วนนี้ ยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าควรจะสร้างที่ใด และเมื่อไหร่
ทางวิ่งเส้นที่ 3
มีการเสนอให้จัดระบบแบบผสม ที่สามารถให้เครื่องบินขึ้นและลงจอดได้บนทางวิ่งเดียวกัน ซึ่งในทางทฤษฎีจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจาก 480,000 เที่ยวบินต่อปี ในปัจจุบัน เป็น 550,000 เที่ยวบินต่อปี ได้ [4]
ปรับเปลี่ยนการขึ้น-ลง
BAA ได้ออกแถลงการเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่าอาคารผู้โดยสาร 2 จะปิดลงทันทีที่อาคารผู้โดยสาร 5 เปิดใช้งาน เพื่อดำเนินการตามแผนปรับปรุงกลุ่มอาคารผู้โดยสารฝั่งตะวันออก (Heathrow East scheme) จากโครงการนี้จะทำให้ อาคารผู้โดยสาร 2 และ อาคาร Queen ถูกแทนที่ด้วยอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี โครงการนี้มีกำหนดการเริ่มในปี พ.ศ. 2551 และจะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2555 ปีเดียวกันกับที่กรุงลอนดอนเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทั้งนี้ BAA ยังคงรอการอนุมัติที่จะเริ่มโครงการ แต่ก็มีการยืนยันแล้วว่า อาคารผู้โดยสาร 2 จะปิดตัวลงอย่างแน่นอนไม่ว่าโครงการนี้จะได้ดำเนินการหรือไม่ [5] (อังกฤษ)
อาคารผู้โดยสารตะวันออก
เมื่ออาคารผู้โดยสาร 5 เปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2551 อาคารผู้โดยสารจะเริ่มปรับเปลี่ยนระบบอาคารผู้โดยสารใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับการเคลื่อนย้ายผู้โดยสาร โดย:
อาคารผู้โดยสาร 1 - กลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์
อาคารผู้โดยสาร 3 - กลุ่มวันเวิลด์ ยกเว้นบริติชแอร์เวย์ (สเปน ออสเตรเลีย และอิตาลี) จะอยู่อาคารนี้จนกว่าอาคารระยะไกลที่ 2 จะแล้วเสร็จ
อาคารผู้โดยสาร 4 - กลุ่มสกายทีม และสายการบินที่ไม่ได้เข้าร่วมพันธมิตรสายการบินใดๆ
อาคารผู้โดยสาร 5 - บริติช แอร์เวย์ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร 3
สายการบิน
เซาท์แอฟริกันแอร์เวย์ (เคปทาวน์, โจฮันเนสเบิร์ก)
ไซปรัสแอร์เวย์ (ปาโพส, ลาร์นาคา)
ทรานแอโร (มอสโก-โมโมเดโดโว)
บริติช แอร์เวย์ (กลาสโกลว, เคียฟ-โบริสปิล, โจฮันเนสเบิร์ก, ซานฟรานซิสโก, เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก, โซเฟีย, ดึสเซลดอร์ฟ, โตเกียว-นาริตะ, ทริโปลิ, นิวคาสเซิล, นิส, บาร์เซโลนา, บูคาเรส-โอโตเพนี, บูดาเปสต์, เบอร์ลิน-เทเกล, ปราก, แฟรงค์เฟิร์ต, มอสโคว-โมโมเดโดโว, มาดริด, มิลาน-มัลเปนซา, มิลาน-ลีนาเต, มิวนิค, แมนเชสเตอร์, โรม-ฟีอูมีชีโน, ลอสเองเจลิส, ลาร์นาคา, ลิสบอน, วอร์ซอว์, สตอกโฮล์ม-อาร์ลานดา, สตุทการ์ต, อดินเบิร์ก, อเบอร์ดีน, เอเธนส์, ฮ่องกง, อิสตันบูล-อาตาตุร์ก, เฮลซิงกิ, แฮมเบิร์ก)
- บริติช แอร์เวย์ ที่ดำเนินการโดย จีบีแอร์เวย์ (คาซาบลังคา, มาร์ราเคค, มาลัคกา, เฟซ)
บีเอ็มไอ (กลาสโกว์, เจดดาห์, ดอร์แฮม ทีร์ วัลเลย์, ดับลิน, เนเปิลส์, บรัสเซลส์, เบลฟาส์ทซิตี, ปาล์มา เดอ มอลลอร์คา, มอสโค-โดโมเดโดโว, แมนเชสเตอร์, ริยาดห์, ลีดส์/แบรดฟอร์ด, ลียง, เวนิส, อดินเบิร์ก, อเบอร์ดีน, อัมสเตอร์ดัม, อินเวิร์นเนส, ฮันโอเวอร์)
- บีเอ็มไอ ที่ดำเนินการโดย บีเอ็มอีดี (การ์ทูม, ดาการ์, ดามัสคัส, เตหราน, ทาบิริส, บากู, บิชเคก, เบรุต, ฟรีทาวน์, เยเรแวน, อเล็กซานเดรีย, อเลปโป, อัมมาน, อัลมาตี, เอกาเตรินเบิร์ก, แองการา, แอดดิสอาบาบา) (เริ่ม ตุลาคม พ.ศ. 2550)
ฟินน์แอร์ (เฮลซิงกิ)
โลท์ โปลิชแอร์เวย์ (วอร์ซอ)
เอลอัล (เทลอาวีฟ, โอวดา)
แอร์ลินกัส (คอร์ก, แชนนอน, ดับลิน) อาคารผู้โดยสาร 1
คลิกแอร์ (ลา โครูญา, วาเลนเซีย)
โครเอเชียแอร์ไลน์ (ซาการ์ป, สปริต)
แจตแอร์เวย์ (เบลเกรด)
เชคแอร์ไลน์ (ปราก)
ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ (เซี่ยงไฮ้-ผู่ตง)
ซีเรียนอาหรับแอร์ไลน์ (ดามาสคัส)
ซูดานแอร์เวย์ (คาร์ทูม)
ตูนิสแอร์ (ตูนิส)
ทาโรม (บูคาเรสท์-โอโตเพนิ)
ทีเอพี โปรโตกัล (ปอร์โต, ฟังคัล, แฟโร, ลิสบอน)
เบลวิวแอร์ไลน์ (ฟรีทาวน์, ลากอส)
พูลโคโว เอวิเอชั่น เอนเตอร์ไพรซ์ (เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก)
ยูเครนอินเตอร์เนขั่นแนลแอร์ไลน์ (เคียฟ-โบริสปิล)
เยเมนเนีย (ซานา)
รอยัลแอร์โมร็อค (คาซาบลังคา, แทงเจียร์, มาร์ราเคก)
ลักซ์แอร์ (ลักแซมเบิร์ก)
ลิเบียนแอร์เวย์ (ทริโปลิ)
ลุฟต์ฮันซา (โคโลญ/โบนน์, ดึสเซลดอร์ฟ, แฟรงค์เฟิร์ต, มิวนิก, ชตุทท์การ์ท, ฮัมบูร์ก)
สวิตอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ (ซูริค)
ออสเตรียนแอร์ไลน์ (เวียนนา)
อัลอิตาเลีย (มิลาน-มัลเปนซา, มิลาน-ลีนาเต, โรม-ฟีอูมีชีโน)
- อัลอิตาเลีย เอ็กซ์เพรส (มิลาน-ลีนาเต)
อาเซอร์ไบยันแอร์ไลน์ (บากู)
อุสเบกิสถานแอร์เวย์ (ทาชเคนท์)
เอวิอองคา (โบโกตา) (เริ่มให้บริการ 2551)
แอร์เซย์เซลล์ (เซย์เซลล์)
แอร์ฟรานซ์ (ปารีส-ชาลส์ เดอ โกล)
แอร์ทรานแซท (โทรอนโต-เพียร์สัน)
แอร์อัลเจรี (อัลเจียร์)
แอร์อัสตานา (อัลมาตี)
แอโรฟลอต (มอสโค-เชเรเมเตียโว)
โอลิมปิกแอร์ไลน์ (เอเธนส์)
ไอซ์แลนด์แอร์ (เรจาวิค-เคฟลาวิค)
ไอบีเรีย (บิลบาว, บาร์เซโลนา, มาดริด, วาเลนเซีย)
เฮมุสแอร์ (โซเฟีย)อาคารผู้โดยสาร 3
คอนติเนนตัล แอร์ไลน์ (ฮิวส์ตัน-อินเตอร์คอนติเนนตัล) (เริ่มให้บริการ 2551)
เคนย่าแอร์เวย์ (ไนโรบี)
แควนตัส (กรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิ,ซิดนีย์, เมลเบิร์น, สิงคโปร์, ฮ่องกง)
เคแอลเอ็ม โรยัลดัชต์แอร์ไลน์ (อัมสเตอร์ดัม)
- เคแอลเอ็ม ซิตีฮ๊อปเปอร์ (ร๊อตเทอร์ดัม, เอียนโฮเวน)
เดลต้า แอร์ไลน์ (นิวยอร์ก-เจเอฟเค, แอตแลนตา) (เริ่ม 30 มีนาคม พ.ศ. 2551)
ทีเอเอ็ม ลินฮาสเอเรียส (เซาเปาโล-กัวรูลอส)
บรัสเซลแอร์ไลน์ (บรัสเซลส์)
บริติช แอร์เวย์ (กรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิ, แกรนด์เคย์แมน, คาลแกรี, คูเวต, เคปทาวน์, โคเปนเฮเกน, โคลคาตา, ไคโร, เจนีวา, ชิกคาโก-โอแฮร์, เชนไน, ซิดนีย์, ซีแอตทัล/ทาโคมา, ซูริค, เซาเปาโล-กัวรูลอส, เซี่ยงไฮ้-ผู่ตง, ดากา, ดาร์อิสซาลาม, ดีทรอยต์, ดูไบ, เดนเวอร์, เดลลี, โดฮา, โทรอนโต-เพียร์สัน, เทลอาวีฟ, นิวยอร์ก-เจเอฟเค, นูอาร์ก, แนสซัว, ไนโรบี, บรัสเซลส์, บอสตัน, บังกาลอร์, บัลติมอร์/วอชิงตัน, บาเซล/มุลเฮาส์, บาห์เรน, บูโนสไอเรส-อีไซซา, เบลเกรด, ปักกิ่ง, ปารี-ชาลส์ เดอ โกล, โปรวิเดนเชียลส์, ฟิลาเดลเฟีย, ฟีนิกซ์, มอนทรีอัล, มอริเชียส, มัสคัท, มานากัว, มุมไบ, เม็กซิโกซิตี, ริโอ เดอ จาเนโร-กาลาโอ, ลากอส, ลียง, ลูอันดา, วอชิงตัน-ดัลเลส, เวียนนา, แวนคูเวอร์, สิงคโปร์, ออสโล, อักกรา, อัมสเตอร์ดัม, อาบูจา, อาบูดาบี, อิสลามาบัด, เอ็นเทบเบ, ฮาราเร, ฮิวส์ตัน-อินเตอร์คอรติเนนตัล)
ศรีลังกาแอร์ไลน์ (โคลัมโบ, มาเล)
แอร์มอลตา (ลูคา)
- เคแอลเอ็ม ซิตีฮ๊อปเปอร์ (ร๊อตเทอร์ดัม, เอียนโฮเวน)
- อัลอิตาเลีย เอ็กซ์เพรส (มิลาน-ลีนาเต)
- บีเอ็มไอ ที่ดำเนินการโดย บีเอ็มอีดี (การ์ทูม, ดาการ์, ดามัสคัส, เตหราน, ทาบิริส, บากู, บิชเคก, เบรุต, ฟรีทาวน์, เยเรแวน, อเล็กซานเดรีย, อเลปโป, อัมมาน, อัลมาตี, เอกาเตรินเบิร์ก, แองการา, แอดดิสอาบาบา) (เริ่ม ตุลาคม พ.ศ. 2550)
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2550
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (อังกฤษ: University of Oxford) ตั้งอยู่ใน เมืองอ๊อกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร และเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มีอายุไม่น้อยกว่า 800 ปี โดยประวัติการก่อตั้ง ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน แต่มีหลักฐานว่าอ๊อกซฟอร์ดได้เริ่มสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. 1639 (ค.ศ. 1096) และ ในปี พ.ศ. 1710 (ค.ศ. 1167) หลังจากที่ พระเจ้าเฮนรีที่ 2 ของอังกฤษ ทรงสั่งห้ามชาวอังกฤษศึกษาไปศึกษาที่ มหาวิทยาลัยปารีส เหมือนที่ชาวอังกฤษนิยม นักศึกษาและนักวิชาการอังกฤษที่เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ สมัยนั้น จึงพากันไปรวมตัวที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดจึงเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์และการสนับสนุนการเงินจากคหบดีต่างๆ ปี พ.ศ. 1710 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
ประวัติ
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในด้านคุณภาพการวิจัย การเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิต โดยเฉพาะมาตรฐานการศึกษาและคุณภาพของการวิจัย มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดไม่เพียงมีเกียรติภูมิมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ยังเป็นต้นแบบในการพัฒนาของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อทุกวันนี้หลายแห่งทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
แต่เพราะความที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดตั้งขึ้นในระยะแรกของโลก(ต่อจากมหาวิทยาลัยโบโลญย่า ในอิตาลีและ มหาวิทยาลัยปารีส ในฝรั่งเศส) จึงเป็นสดมภ์หลักในการค้นคว้าวิจัยทางวรรณคดี, ประวัติศาสตร์, คัมภีร์ศาสนา, ภาษา, โบราณคดี, ศิลาจารึก, ดนตรี, การละคร,มานุษยวิทยา ฯลฯ มุ่งสอนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติ เพราะเดิมผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นพวกบาทหลวงในศาสนาคริสต์ วิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อตั้งระยะแรกจึงมีโบสถ์ไว้สวดมนต์หรือประกอบพิธีศาสนาด้วย เนื่องจากจุดเน้นด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดแต่เดิมคือการศึกษาแนวศิลปศาสตร์แบบอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นทีหลัง ซึ่งมุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และหลักวิชาธุรกิจแบบทุนนิยมโดยเฉพาะ โดยมีทุนสนับสนุนจากรัฐบาลและเอกชนจำนวนมาก ภาพลักษณ์เดิมของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดก็อาจไม่ดึงดูดใจนักวิทยาศาสตร์หรือนักธุรกิจเหล่านี้เท่าใดนัก
แต่ในรอบ 70 กว่าปีมานี้ ทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นช่วงที่อด๊อฟ ฮิตเล่อร์ปฏิรูปมหาวิทยาลัยในเยอรมนี โดยใช้มหาวิทยาลัยเบอร์ลินเป็นต้นแบบเพื่อเร่งวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารจนคุกคามเพื่อนบ้าน เมื่อรัฐบาลต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี ทั้งกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหันไปเน้นวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการ โดยจัดสรรทุนให้สาขาเหล่านี้ทำวิจัยมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เปรียบมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมากเพราะเน้นวิทยาศาสตร์มากกว่า มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดจึงปรับตัวและเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และบริหารธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ปัจจุบัน ทั้งสองสาขานี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในลักษณะก้าวกระโดดในอ๊อกซฟอร์ดตามกระแสความต้องการของโลกสมัยใหม่ ความที่อ๊อกซฟอร์ดมีรากฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ผ่านสั่งสมประสบการณ์บริหารวิชาการมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 800 ปีส่งผลให้อ๊อกซฟอร์ดทุกวันนี้สามารถก้าวมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลก แม้แต่ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะเวลาไม่กี่ปี
พัฒนาการของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
จนปัจจุบันนี้ มีวิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด 39 แห่ง ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกเข้าไปอยู่ได้ ถ้ามีคุณสมบัติตรงตามที่วิทยาลัยต้องการ วิทยาลัยต่างๆ
วิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในปัจจุบัน
อ๊อกซฟอร์ดเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เยล พรินซ์ตัน ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยหลายแห่งในแคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ ล้วนแต่เคยใช้มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเป็นต้นแบบในการพัฒนา ไม่ว่าจะในรูปสถาปัตยกรรม ระบบการศึกษา วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของนักศึกษาและครูอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และระบบจัดการศึกษา ตึกเรียนของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์ (หลายภาค)
วารสาร Research Forthnight ซึ่งเป็นนิตยสารที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรป ได้ยกให้อ๊อกซฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในอังกฤษด้านกำลังการวิจัย (Research Power) อ๊อกซฟอร์ดยังมีภาควิชาหลายภาควิชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น ภาควิชาเคมี และ ภาควิชาคลาสสิกส์ (ภาษาและวรรณคดีกรีกและละติน) ส่วน สถาบันบริหารธุรกิจซาอิด (Said Business School) ของอ๊อกซฟอร์ดได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาบันบริหารธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของยุโรป และสามารถจัดหลักสูตรบริหารจัดการทางธุรกิจหลักสูตรปีเดียวได้ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร ส่วนการจัดการเรียนการสอนวิชาบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีในอ๊อกซฟอร์ดได้รับการยกย่องจาก Times Good University Guides ว่าดีที่สุดในสหราชอาณาจักรทุกปี ล่าสุด หนังสือแนะแนวมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนมัธยมอังกฤษของหนังสือพิมพ์ไทมส์ชื่อ Good University Guides และหนังสือพิมพ์ The Guardian ได้จัดอันดับให้อ๊อกซฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของอังกฤษ (Best university)
ดูบทความรายชื่อที่ รายชื่อบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดได้ช่วยสร้างคุณประโยชน์แก่โลกมากมาย อาทิ เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ, ร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา, ศิษย์เก่าอ๊อกซฟอร์ดคือ เจเรมี เบนทัม ผู้นำปรัชญาประโยชน์นิยมซึ่งเคยศึกษาที่วิทยาลัยควีนส์ ในอ๊อกซฟอร์ดเป็นผู้ก่อตั้ง University College London ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ, พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างที่ทรงปรับปรุงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก โรงเรียนมหาดเล็ก ก็ทรงได้รับอิทธิพลความคิดจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดนั่นเอง
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดยังได้สร้างนายกรัฐมนตรีให้อังกฤษมาแล้ว 25 คน เคยมีผู้นำจากหลายประเทศมาศึกษาที่อ๊อกซฟอร์ดก่อนได้ตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินเดีย นายกรัฐมนตรีประเทศไทย นายกรัฐมนตรีประเทศจาไมก้า นายกรัฐมนตรีประเทศแคนาดา นายกรัฐมนตรีของศรีลังกา อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเยลบางท่าน นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย วุฒิสมาชิกใน รัฐสภาอเมริกัน ประธานาธิบดี ของกาน่า ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของอินเดีย เป็นต้น
นอกจากนี้ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในสาขาอื่นที่โดดเด่นได้แก่
อดัม สมิท (นักเศรษฐศาสตร์การเมือง)
สตีเฟน ฮอว์คิง (นักฟิสิกส์)
บิล คลินตัน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)
โทนี แบลร์ (นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร)
เจ้าฟ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมาร ราชอาณาจักรภูฏาน ศิษย์เก่าที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
มหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งขันของอ๊อกซฟอร์ดคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ จึงจับคู่กันพัฒนา มีหลายนโยบายที่ทำไปในทิศทางเดียวกัน จึงเรียกนักศึกษาและครูอาจารย์ของสองมหาวิทยาลัยนี้รวมๆ ว่าพวก อ๊อกซบริดจ์ เพราะคนเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วมาจากระบบการศึกษาที่เหมือนกัน เมื่อนโยบายชัดเจนแล้วก็แข่งขันกันด้านคุณภาพวิชาการในหมู่ครูอาจารย์ และการกีฬาในหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะกีฬาแข่งเรือจัดเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดที่นักศึกษาสองมหาวิทยาลัยแห่งนี้จัดกันขึ้น สถานีโทรทัศน์บีบีซีถ่ายทอดสดการแข่งขันในช่วง ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนของทุกปี
การแข่งขันทางวิชาการของสองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งนี้ ได้เป็นต้นตำรับของการแข่งขันกันทางวิชาการของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ตามมา อาทิ ฮาร์วาร์ด-เยล ในสหรัฐอเมริกา, เมลเบิร์น-ซิดนีย์ ใน ประเทศออสเตรเลีย, ปักกิ่ง-ชิงหว๋า ในประเทศจีน, จุฬา-ธรรมศาสตร์ ในประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ภาษายิดดิช (ภาษายิดดิช: ייִדיש, yidish, = "Jewish") เป็นภาษากลุ่มเยอรมัน มีผู้พูดทั่วโลก 3 ล้านคนเขียนด้วยอักษรฮีบรู กำเนิดจากวัฒนธรรมอาสเกนาซี ที่พัฒนาขึ้นเมื่อราวพ.ศ. 1500ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นด้วยการอพยพ ในครั้งแรกเรียกภาษานี้ว่า loshn-ashkenaz (ภาษาอาสเกนาซี) ในด้านการใช้ ภาษานี้เรียก mame-loshn (สำเนียงแม่) เพื่อให้ต่างจากภาษาฮีบรูและภาษาอราเมอิกที่เรีกว่า loshn-koydesh (สำเนียงศักดิ์สิทธิ์) คำว่า"ยิดดิช" เริ่มใช้เมื่อราว พ.ศ. 2300 แบ่งเป็นสองสำเนียงคือยิดดิชตะวันตกกับยิดดิชตะวันออก สำเนียงตะวันออกยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ต่างจากสำเนียงตะวันตกที่มีอิทธิพลจากภาษากลุ่มสลาฟ
ประวัติ
หลักฐานเก่าสุดเป็นหนังสือภาษาฮีบรูในพ.ศ. 1815 ซึ่งมีคำจากภาษาเยอรมันปนอยู่น้อย คำจากภาษาเยอรมันเริ่มเข้ามามากในช่วงพ.ศ. 1900 – 2000
ภาษายิดดิชตะวันตกมีการใช้น้อยลงในช่วง พ.ศ. 2300 ซึ่งเนื่องมาจากการที่ผู้พูดภาษาเยอรมันมองว่าภาษายิดดิชเป็นภาษาที่ถูกบิดเบือน และจากการฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งของภาษาฮีบรู ทำให้ภาษายิดดิชตะวันตกเหลือใช้แต่ในผู้ที่สนิทกันเท่านั้น ในทางตะวันออกที่ส่วนใหญ่ชาวยิวยังเป็นทาส ยิดดิชเป็นคำที่นักวิชาการใช้แสดงถึงความเป็นยิว ในช่วง พ.ศ. 2433 – 2453 จัดเป็นยุคทองของวรรณกรรมยิดดิช ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาของภาษาฮีบรูใหม่ เพื่อใช้เป็นภาษาพูดและคำบางคำมีอิทธิพลต่อภาษายิดดิช
วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2550
สภาพแวดล้อม
สมาชิกของมูลนิธิซอฟต์แวร์อะแพชีและอาสาสมัครอิสระจะเป็นผู้ช่วยพัฒนาและดูแลรักษาทอมแคต ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงทั้งซอร์สโค้ดและซอฟต์แวร์ที่แปลแล้วของทอมแคตภายใต้สัญญาอนุญาตอะแพชี (Apache License) รุ่นแรกของทอมแคตที่เผยแพร่สู่สาธารณะเริ่มต้นที่ 3.0.x
สถานภาพของการพัฒนา
การอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะสำคัญที่แตกต่างระหว่างรุ่นสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิ

ลักษณะสำคัญ
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.2 และเจเอสพีรุ่น 1.1
การเพิ่มเซิร์ฟเลต
ฟังก์ชันพื้นฐานบน HTTP ทอมแคต 3.x
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.3 และเจเอสพีรุ่น 1.2
ตัวบรรจุเซิร์ฟเลตได้รับการออกแบบใหม่เป็น แคทาลินา (Tomcat Catalina)
เอนจินของเจเอสพีได้รับการออกแบบใหม่เป็น แจสเปอร์ (Tomcat Jasper)
ตัวเชื่อมต่อไคโยตี (Coyote connector)
จาวาแมนิจเมนต์เอกซเทนชันส์ (Java Management Extensions: JMX) การบริหารเจเอสพีบนพื้นฐานของ อะแพชี สตรัตส์ (Apache Struts) ทอมแคต 5.x
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.5 และเจเอสพีรุ่น 2.1
รองรับ Unified Expression Language รุ่น 2.1
ออกแบบมาเพื่อทำงานบนจาวารุ่น 5.0 เป็นต้นไป
รองรับการใช้งาน โคเมต (Comet) ผ่านทางส่วนต่อประสานโคเมตโพรเซสเซอร์ (CometProcessor)
สมาชิกของมูลนิธิซอฟต์แวร์อะแพชีและอาสาสมัครอิสระจะเป็นผู้ช่วยพัฒนาและดูแลรักษาทอมแคต ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงทั้งซอร์สโค้ดและซอฟต์แวร์ที่แปลแล้วของทอมแคตภายใต้สัญญาอนุญาตอะแพชี (Apache License) รุ่นแรกของทอมแคตที่เผยแพร่สู่สาธารณะเริ่มต้นที่ 3.0.x
สถานภาพของการพัฒนา
การอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะสำคัญที่แตกต่างระหว่างรุ่นสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิ
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.2 และเจเอสพีรุ่น 1.1
การเพิ่มเซิร์ฟเลต
ฟังก์ชันพื้นฐานบน HTTP ทอมแคต 3.x
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.3 และเจเอสพีรุ่น 1.2
ตัวบรรจุเซิร์ฟเลตได้รับการออกแบบใหม่เป็น แคทาลินา (Tomcat Catalina)
เอนจินของเจเอสพีได้รับการออกแบบใหม่เป็น แจสเปอร์ (Tomcat Jasper)
ตัวเชื่อมต่อไคโยตี (Coyote connector)
จาวาแมนิจเมนต์เอกซเทนชันส์ (Java Management Extensions: JMX) การบริหารเจเอสพีบนพื้นฐานของ อะแพชี สตรัตส์ (Apache Struts) ทอมแคต 5.x
ใช้ข้อกำหนดเซิร์ฟเลตรุ่น 2.5 และเจเอสพีรุ่น 2.1
รองรับ Unified Expression Language รุ่น 2.1
ออกแบบมาเพื่อทำงานบนจาวารุ่น 5.0 เป็นต้นไป
รองรับการใช้งาน โคเมต (Comet) ผ่านทางส่วนต่อประสานโคเมตโพรเซสเซอร์ (CometProcessor)
วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2550
การสะสมแสตมป์ คือ การเก็บสะสมและรวบรวมแสตมป์ ตลอดจนสิ่งสะสมอื่น ๆ เช่น ซองจดหมาย ถือเป็นงานอดิเรกที่นิยมมาก
แสตมป์แบ่งเป็น แสตมป์ที่ยังไม่ได้ใช้ (unused) กับ ใช้แล้ว (used) การสะสมแสตมป์ที่ไม่ได้ใช้ต้องเสียเงินซื้อแสตมป์มาไม่ว่าจากที่ทำการไปรษณีย์หรือร้ายขายแสตมป์ แต่ถ้าสะสมแสตมป์แบบใช้แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุน สามารถนำซองจดหมายไปแช่น้ำและลอกเอาแสตมป์ที่ติดอยู่ออกมาได้
สภาพของแสตมป์ที่สมบูรณ์ และ วิธีการเก็บรักษา
แสตมป์ที่สะสม ถ้ามีสภาพดีจะถือเป็นสิ่งของที่มีมูลค่า สามารถนำไปขายต่อได้ราคาดี ซึ่งสภาพแสตมป์ที่ดี มีดังนี้
แสตมป์ยังไม่ได้ใช้โดยเฉพาะแสตมป์เก่า ๆ ถ้ามีสภาพดีเหมือนกับที่เพิ่งซื้อจากไปรษณีย์ นิยมเรียกว่าสภาพนอก หรือ mint เนื่องจากเมืองนอก (ประเทศทางตะวันตก) มีความชื้นต่ำ แสตมป์ไม่ค่อยเหลืองหรือขึ้นรา
แสตมป์ที่ไม่ได้คุณภาพตามที่ระบุไว้ มักมีมูลค่าต่ำลงมาก ดังนั้นเวลาเลือกซื้อ หรือ คัดเลือกแสตมป์มาสะสมจะต้องสังเกตให้ดี อีกทั้งวิธีการเก็บรักษาแสตมป์ก็มีส่วนสำคัญมาก เพื่อให้แสตมป์เลื่อมสภาพตามกาลเวลาช้าที่สุด โดยมีคำแนะนำในการเก็บดังนี้
ฟันแสตมป์ต้องอยู่ครบ ไม่ขาดหายไปเนื่องจากความผิดพลาดระหว่างการฉีกแสตมป์ออกจากกัน
ไม่มีรอยเหลือง, ขึ้นรา, สนิม (เชื้อราสีแดง) หรือ มีสีซีดลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บรักษาเป็นส่วนสำคัญ
ไม่มีรอยพับหรือรอยถลอก ไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลังแสตมป์
สำหรับแสตมป์ที่ยังไม่ใช้ จะต้องมีกาวด้านหลังครบ กรณีที่เป็นแสตมป์เก่าก็อนุโลมให้มีอาจมีรอยฮินจ์ได้
สำหรับแสตมป์ที่ใช้แล้ว ตราประทับต้องไม่เลอะเกินไป
เก็บในที่ไม่ชื้น, ไม่มีอุณหภูมิสูง, ไม่โดนแสงแดด, ไม่มีมอดหรือปลวก สำหรับสภาพอากาศในประเทศไทย การเก็บในห้องปรับอากาศ (ถึงแม้ว่าไม่เปิดเครื่องตลอดวัน) เป็นสิ่งที่สำคัญ
อัลบั้มแสตมป์ที่ใช้ก็ควรเป็นแบบมีเมาท์ในตัว หรือ มีการห่อเมาท์เพื่อป้องกัน
วางอัลบั้มแสตมป์ในแนวตั้ง ป้องกันกาวแสตมป์ไปติดกับอัลบั้ม และไม่ให้รอยดุนนูนของแสตมป์รุ่นใหม่ ๆ เลือนหายไป
จับแสตมป์ด้วยปากคีบเท่านั้น
วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (Advanced Info Service PLC. ตัวย่อ AIS) เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งในประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น มีผู้ใช้บริการทั้งหมดประมาณ 17.7 ล้านคน มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีส่วนแบ่งตลาด 48% (ข้อมูลเดือนกันยายน พ.ศ. 2549)
จีเอสเอ็ม แอดวานซ์ - โทรศัพท์ระบบจ่ายรายเดือน
1-2-Call - โทรศัพท์ระบบเติมเงิน
สวัสดี
GSM 1800 - โทรศัพท์ระบบ 1800 MHz
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิทธิทางกฎหมายที่มีอยู่เหนือสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทางปัญญาของมนุษย์ โดยอาจแบ่งทรัพย์สินทางปัญญาออกได้หลายประเภท คือ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า เครื่องหมายการค้า
สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นแยกต่างหากจากกรรมสิทธิ์ในสื่อแห่งผลผลิตทางทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ในหนังสือจะไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวกันกับความเป็นเจ้าของหนังสือซึ่งจับต้องได้ สิทธิบัตรในเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จะแยกต่างหากจากความเป็นเจ้าของเครื่องมือ ดังนั้น เจ้าของหนังสือหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ จึงมีกรรมสิทธิ์ในการใช้หรือจัดการทรัพย์นั้นตามความประสงค์ แต่ไม่สามารถทำการใด ๆ ซึ่งละเมิดต่อสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้ทรงลิขสิทธิ์ หรือผู้ทรงสิทธิบัตรนั้น เช่น เจ้าของหนังสือไม่สามารถทำซ้ำหนังสือ โดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของลิขสิทธิ์ เนื่องจากสิทธิในการทำซ้ำเป็นสิทธิแต่เพียง ผู้เดียวของผู้ทรงสิทธิ์
ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม เป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม โดยอาจเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ ทางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการ หรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างสวยงามของ ตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า ที่รวมถึงแหล่งกำเนิดสินค้าและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งในปัจจุบัน ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมได้แก่ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบผังภูมิของวงจรรวม ความลับทางการค้า และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)