มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (อังกฤษ: University of Oxford) ตั้งอยู่ใน เมืองอ๊อกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร และเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มีอายุไม่น้อยกว่า 800 ปี โดยประวัติการก่อตั้ง ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน แต่มีหลักฐานว่าอ๊อกซฟอร์ดได้เริ่มสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. 1639 (ค.ศ. 1096) และ ในปี พ.ศ. 1710 (ค.ศ. 1167) หลังจากที่ พระเจ้าเฮนรีที่ 2 ของอังกฤษ ทรงสั่งห้ามชาวอังกฤษศึกษาไปศึกษาที่ มหาวิทยาลัยปารีส เหมือนที่ชาวอังกฤษนิยม นักศึกษาและนักวิชาการอังกฤษที่เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ สมัยนั้น จึงพากันไปรวมตัวที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดจึงเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์และการสนับสนุนการเงินจากคหบดีต่างๆ ปี พ.ศ. 1710 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
ประวัติ
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในด้านคุณภาพการวิจัย การเรียนการสอน และคุณภาพบัณฑิต โดยเฉพาะมาตรฐานการศึกษาและคุณภาพของการวิจัย มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดไม่เพียงมีเกียรติภูมิมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ยังเป็นต้นแบบในการพัฒนาของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อทุกวันนี้หลายแห่งทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
แต่เพราะความที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดตั้งขึ้นในระยะแรกของโลก(ต่อจากมหาวิทยาลัยโบโลญย่า ในอิตาลีและ มหาวิทยาลัยปารีส ในฝรั่งเศส) จึงเป็นสดมภ์หลักในการค้นคว้าวิจัยทางวรรณคดี, ประวัติศาสตร์, คัมภีร์ศาสนา, ภาษา, โบราณคดี, ศิลาจารึก, ดนตรี, การละคร,มานุษยวิทยา ฯลฯ มุ่งสอนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติ เพราะเดิมผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นพวกบาทหลวงในศาสนาคริสต์ วิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อตั้งระยะแรกจึงมีโบสถ์ไว้สวดมนต์หรือประกอบพิธีศาสนาด้วย เนื่องจากจุดเน้นด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดแต่เดิมคือการศึกษาแนวศิลปศาสตร์แบบอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นทีหลัง ซึ่งมุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และหลักวิชาธุรกิจแบบทุนนิยมโดยเฉพาะ โดยมีทุนสนับสนุนจากรัฐบาลและเอกชนจำนวนมาก ภาพลักษณ์เดิมของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดก็อาจไม่ดึงดูดใจนักวิทยาศาสตร์หรือนักธุรกิจเหล่านี้เท่าใดนัก
แต่ในรอบ 70 กว่าปีมานี้ ทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นช่วงที่อด๊อฟ ฮิตเล่อร์ปฏิรูปมหาวิทยาลัยในเยอรมนี โดยใช้มหาวิทยาลัยเบอร์ลินเป็นต้นแบบเพื่อเร่งวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารจนคุกคามเพื่อนบ้าน เมื่อรัฐบาลต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี ทั้งกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหันไปเน้นวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการ โดยจัดสรรทุนให้สาขาเหล่านี้ทำวิจัยมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เปรียบมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมากเพราะเน้นวิทยาศาสตร์มากกว่า มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดจึงปรับตัวและเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และบริหารธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ปัจจุบัน ทั้งสองสาขานี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในลักษณะก้าวกระโดดในอ๊อกซฟอร์ดตามกระแสความต้องการของโลกสมัยใหม่ ความที่อ๊อกซฟอร์ดมีรากฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ผ่านสั่งสมประสบการณ์บริหารวิชาการมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 800 ปีส่งผลให้อ๊อกซฟอร์ดทุกวันนี้สามารถก้าวมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลก แม้แต่ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะเวลาไม่กี่ปี
พัฒนาการของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
จนปัจจุบันนี้ มีวิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด 39 แห่ง ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกเข้าไปอยู่ได้ ถ้ามีคุณสมบัติตรงตามที่วิทยาลัยต้องการ วิทยาลัยต่างๆ
วิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในปัจจุบัน
อ๊อกซฟอร์ดเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เยล พรินซ์ตัน ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยหลายแห่งในแคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ ล้วนแต่เคยใช้มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเป็นต้นแบบในการพัฒนา ไม่ว่าจะในรูปสถาปัตยกรรม ระบบการศึกษา วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของนักศึกษาและครูอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และระบบจัดการศึกษา ตึกเรียนของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์ (หลายภาค)
วารสาร Research Forthnight ซึ่งเป็นนิตยสารที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรป ได้ยกให้อ๊อกซฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในอังกฤษด้านกำลังการวิจัย (Research Power) อ๊อกซฟอร์ดยังมีภาควิชาหลายภาควิชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น ภาควิชาเคมี และ ภาควิชาคลาสสิกส์ (ภาษาและวรรณคดีกรีกและละติน) ส่วน สถาบันบริหารธุรกิจซาอิด (Said Business School) ของอ๊อกซฟอร์ดได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาบันบริหารธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของยุโรป และสามารถจัดหลักสูตรบริหารจัดการทางธุรกิจหลักสูตรปีเดียวได้ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร ส่วนการจัดการเรียนการสอนวิชาบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีในอ๊อกซฟอร์ดได้รับการยกย่องจาก Times Good University Guides ว่าดีที่สุดในสหราชอาณาจักรทุกปี ล่าสุด หนังสือแนะแนวมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนมัธยมอังกฤษของหนังสือพิมพ์ไทมส์ชื่อ Good University Guides และหนังสือพิมพ์ The Guardian ได้จัดอันดับให้อ๊อกซฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของอังกฤษ (Best university)
ดูบทความรายชื่อที่ รายชื่อบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดได้ช่วยสร้างคุณประโยชน์แก่โลกมากมาย อาทิ เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ, ร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา, ศิษย์เก่าอ๊อกซฟอร์ดคือ เจเรมี เบนทัม ผู้นำปรัชญาประโยชน์นิยมซึ่งเคยศึกษาที่วิทยาลัยควีนส์ ในอ๊อกซฟอร์ดเป็นผู้ก่อตั้ง University College London ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ, พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างที่ทรงปรับปรุงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก โรงเรียนมหาดเล็ก ก็ทรงได้รับอิทธิพลความคิดจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดนั่นเอง
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดยังได้สร้างนายกรัฐมนตรีให้อังกฤษมาแล้ว 25 คน เคยมีผู้นำจากหลายประเทศมาศึกษาที่อ๊อกซฟอร์ดก่อนได้ตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินเดีย นายกรัฐมนตรีประเทศไทย นายกรัฐมนตรีประเทศจาไมก้า นายกรัฐมนตรีประเทศแคนาดา นายกรัฐมนตรีของศรีลังกา อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเยลบางท่าน นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย วุฒิสมาชิกใน รัฐสภาอเมริกัน ประธานาธิบดี ของกาน่า ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของอินเดีย เป็นต้น
นอกจากนี้ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในสาขาอื่นที่โดดเด่นได้แก่
อดัม สมิท (นักเศรษฐศาสตร์การเมือง)
สตีเฟน ฮอว์คิง (นักฟิสิกส์)
บิล คลินตัน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)
โทนี แบลร์ (นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร)
เจ้าฟ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมาร ราชอาณาจักรภูฏาน ศิษย์เก่าที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
มหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งขันของอ๊อกซฟอร์ดคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ จึงจับคู่กันพัฒนา มีหลายนโยบายที่ทำไปในทิศทางเดียวกัน จึงเรียกนักศึกษาและครูอาจารย์ของสองมหาวิทยาลัยนี้รวมๆ ว่าพวก อ๊อกซบริดจ์ เพราะคนเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วมาจากระบบการศึกษาที่เหมือนกัน เมื่อนโยบายชัดเจนแล้วก็แข่งขันกันด้านคุณภาพวิชาการในหมู่ครูอาจารย์ และการกีฬาในหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะกีฬาแข่งเรือจัดเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดที่นักศึกษาสองมหาวิทยาลัยแห่งนี้จัดกันขึ้น สถานีโทรทัศน์บีบีซีถ่ายทอดสดการแข่งขันในช่วง ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนของทุกปี
การแข่งขันทางวิชาการของสองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งนี้ ได้เป็นต้นตำรับของการแข่งขันกันทางวิชาการของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ตามมา อาทิ ฮาร์วาร์ด-เยล ในสหรัฐอเมริกา, เมลเบิร์น-ซิดนีย์ ใน ประเทศออสเตรเลีย, ปักกิ่ง-ชิงหว๋า ในประเทศจีน, จุฬา-ธรรมศาสตร์ ในประเทศไทย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น